เมื่อเวลา 09.09 น. วันที่ 26 ส.ค. ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม เข้าปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง โดยในเวลา 09.09 น. ได้ทำพิธีสักการะพระพุทธภูมิพลาภิบาลทศพลญาณมุนี พระประจำกระทรวงยุติธรรม ณ บริเวณหอพระด้านหน้าอาคารกระทรวงยุติธรรม จุดธูปเทียนสักการะพระพุทธภูมิพลาภิบาลทศพลญาณมุนี กล่าวคำบูชาพระพุทธภูมิพลาภิบาลทศพลญาณมุนี ถวายพวงมาลัย และบันทึกภาพหมู่เป็นที่ระลึกร่วมกับคณะผู้บริหาร
เวลา 09.15 น. สักการะจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และศาลตายายบริเวณด้านหลังอาคารกระทรวงยุติธรรม โดยจุดธูปเทียน ถวายพานผลไม้ และถวายพวงมาลัยดอกดาวเรือง จากนั้นสักการะศาลตายาย
เวลา 09.30 น. เดินขึ้นไปยังห้องทำงานปลัดกระทรวงยุติธรรม ชั้น 11 เพื่อสักการะพระพุทธรูป
เวลา 10.00 น. เดินทางไปยังห้องรับรอง ชั้น 3 อาคารกระทรวงยุติธรรม โดยมีคณะผู้บริหารระดับสูงร่วมแสดงความยินดี นำโดยนางจิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรม และหัวหน้าหน่วยงานในกำกับ ร่วมแสดงความยินดี
จากนั้นเวลา 10.30 น. นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยถึงนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจงานกระทรวงยุติธรรมกับสื่อมวลชนประจำกระทรวงยุติธรรมว่า ตนขอแยกเป็นสองส่วน โดยเฉพาะวานนี้ (25 ส.ค.) ได้มีการประชุมผู้บริหารและชี้แจงไปแล้วว่า นโยบายที่ตนรับมาจะมาจากคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเน้น 7 ด้าน แต่ในส่วนตัวที่ตนเป็นข้าราชการประจำ ก็มีหน้าที่ผลักดันนโยบายให้ไปสู่การปฏิบัติ
ฉะนั้น แนวทางที่จะทำให้นโยบายเกิดผลสำเร็จจะต้องมีวิธีการและกระบวนการ โดยใจความสำคัญคือความรวดเร็วในการทำงาน เพราะในยุคนี้ การสื่อสารเชิงรุกต้องเข้าถึงประชาชน และสื่อสารให้เข้าใจง่าย ทำอย่างไรให้กฎหมายฟังแล้วเข้าใจง่ายขึ้น และรู้สึกเชื่อมโยงกับตัวเองมากขึ้น
นอกจากนี้ การทำงานเป็นทีมและการใช้เครือข่ายบูรณาการเพื่อให้งานสำเร็จ จะต้องควบคู่ไปกับความสุข เพราะถ้าตนไม่สามารถทำให้คนในกระทรวงยุติธรรมมีความสุขได้ ตนจะสร้างความสุขให้กับคนอื่นได้อย่างไร
ทั้งนี้ นโยบายการปราบปรามยาเสพติดอย่างเด็ดขาดก็ถือเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล เดิมทีตนเคยทำงานอยู่ทั้งในกรมสอบสวนคดีพิเศษและสำนักงาน ป.ป.ส. มาก่อน ฉะนั้น ยาเสพติดเป็นสิ่งที่ทำลายประเทศชาติและเยาวชน สิ่งที่จะต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกัน การปราบปราม หรือการฟื้นฟูบำบัด เราจะทำเต็มที่
ทั้งนี้ เราจะทำอย่างไรให้การดำเนินงานมีคุณภาพและประชาชนเกิดความมั่นใจ รวมถึงทำอย่างไรไม่ให้สถานศึกษาหรือเยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้อง นี่คือหัวใจสำคัญที่เราจะทำให้สำเร็จลุล่วงต่อไป
ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีมีสถานะเป็นกรรมการภายในคณะทำงานสร้างเสริมสังคมสันติสุข ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 หรือกฎหมายนิรโทษกรรม โดยเฉพาะกรอบเวลาการเริ่มประชุมของคณะกรรมการฯ ว่า ทราบว่าจะมีการเชิญประชุมภายในระยะเวลาอันใกล้นี้ ส่วนผลและการขับเคลื่อนจะเป็นอย่างไร คงต้องรอผลการประชุมของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่จะเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ในที่ประชุมก็คงต้องมีการวางกรอบ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ แนวทาง และอำนาจหน้าที่ ส่วนกรณีนักโทษลี้ภัยทางการเมืองจะเข้าข่ายกฎหมายนิรโทษกรรมด้วยหรือไม่นั้น ตอนนี้ตนยังคงตอบไม่ได้ เนื่องจากยังต้องรอให้มีการประชุมเกิดขึ้นก่อน
ปลัดกระทรวงยุติธรรม ยังกล่าวถึงกรณีที่ DSI มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง จากเหตุที่ข้อมูลและพยานหลักฐานสำคัญในสำนวนคดีฮั้ว สว. หลุดสู่สาธารณะ จนกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมว่า ภายในวันศุกร์นี้ (28 ส.ค.) ทาง DSI จะต้องมีการรายงานข้อมูลขึ้นมาให้ตนรับทราบ แต่ในส่วนของกระบวนการก็เป็นไปตามข่าวสารที่ปรากฏ ซึ่ง DSI ได้ไปดำเนินการแจ้งความเรียบร้อยแล้ว
ไม่ว่าใครเป็นคนนำเอกสารออกไป หรือใครเป็นผู้ใช้หรือผู้สนับสนุน ก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ส่วนกรณีหากมีการตรวจสอบแล้วพบว่ามีเจ้าหน้าที่ภายในสังกัด DSI หรือคนในรัฐบาลชุดที่แล้วเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น ตนยังไม่สามารถตอบได้มากขนาดนั้น เนื่องจากอยู่ที่กระบวนการตรวจสอบทางคดีอาญาของตำรวจกองบังคับการปราบปราม
เมื่อถามว่าข้อมูลส่วนบุคคลและหลักฐานในคดีที่หลุดออกไปสู่สาธารณะเช่นนี้ ซึ่งถูกใช้ในการพาดพิงถึงบุคคลที่สาม จะกระทบต่อความเชื่อมั่นขององค์กร DSI หรือไม่ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ชี้แจงว่า เราไม่มีใครทราบข้อเท็จจริงว่า เนื้อหาส่วนนั้นจริงทั้งหมดหรือเท็จทั้งหมด หรือมีการปรุงแต่งหรือไม่ อย่างไร เพราะสิ่งที่ทุกคนเห็นก็เป็นเพียงเอกสารแผ่นเดียวที่ปรากฏออกมา
ตนคิดว่าคนที่จะยืนยันได้ว่ามันจริงหรือไม่จริงอย่างไร ก็ต้องเป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเอง
ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ยังกล่าวถึงกรณีที่ DSI ไปแจ้งความดำเนินคดีผู้เผยแพร่ข้อมูลภายในสำนวน จะไม่เป็นการฟ้องปิดปาก (SLAPP) หรือดิสเครดิตใช่หรือไม่ เนื่องจากถือเป็นการตรวจสอบสาธารณะว่า ต้องเข้าใจก่อนว่าสำนวนในคดี แม้จะเป็นเพียงบางส่วนหรือแค่แผ่นเดียว ก็เป็นเอกสารที่จะต้องถูกเปิดเผยในชั้นศาล
ฉะนั้น การที่ DSI รักษาสิทธิของตัวเอง แล้วไปทำให้เกิดความเชื่อมั่น หรือทำให้สังคมได้ตรวจสอบ รวมไปถึงการดำเนินคดี ก็เป็นหน้าที่ของ DSI อยู่แล้ว ต่อให้ไม่ใช่ DSI แต่เป็นหน่วยงานอื่นที่ถูกนำเอกสารชั้นความลับออกไปเผยแพร่ ก็ต้องดำเนินการเช่นเดียวกัน ตนจึงอยากขอความเป็นธรรมให้หน่วยงาน DSI ด้วย
อนึ่ง ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า วิสัยทัศน์ของนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้จัดทัพยุติธรรมยุคใหม่ ทบทวนกระบวนงาน “อะไรเลิก-อะไรเริ่มใหม่-อะไรต่อยอด” ภารกิจกระทรวงยุติธรรม โดยการน้อมนำศาสตร์พระราชา “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนงานพัฒนา การบริหารราชการ และการลงพื้นที่ทำงานร่วมกับชุมชนหรือกลุ่มเป้าหมายอย่างยั่งยืน
พร้อมทั้งน้อมนำพระปณิธานและพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังในเรือนจำต่าง ๆ รวมถึงเด็กและเยาวชนในศูนย์ฝึกและอบรมฯ ในด้านต่าง ๆ โดยส่งเสริมการเรียนรู้จากการลงมือทำจริง เพื่อพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ ช่วยให้ผู้พ้นโทษมีอาชีพติดตัวและสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว
ในส่วนของนโยบายและแนวทางในช่วงเริ่มต้นการดำรงตำแหน่ง จุดเน้นคือการแก้ปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรมโดยการบังคับใช้กฎหมาย และเน้นการให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวกและรวดเร็ว โดยปรับแนวคิดอยู่เสมอว่า ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนคือ “ญาติ” ที่ต้องดูแลเหมือนคนในครอบครัว
นอกจากนโยบายที่ทำเพื่อประชาชนแล้ว ยังเน้นเรื่องการขับเคลื่อนความผาสุกของคนในองค์กร ต้องเข้าถึงง่าย รับฟัง เพื่อพัฒนาทุกด้านให้ดีขึ้น โดยเชื่อว่าองค์กรที่จะประสบความสำเร็จได้ คนทำงานต้องมีความสุข และความสำคัญของงานต้องควบคู่ไปกับความสำคัญของคน



