สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล เมื่อวันที่ 27 ส.ค.ว่า เนปาลเป็นหนึ่งในประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศในปริมาณน้อยมาก แต่กลับเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงที่สุดในโลก


ภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาหิมาลัยสูงชัน ฝนตกหนักตามฤดูกาล และตั้งอยู่ในเขตที่มีการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก ทำให้เนปาลเผชิญภัยพิบัติได้หลากหลาย ทั้งแผ่นดินไหว ดินถล่ม หิมะถล่ม ภัยแล้ง และน้ำท่วม รวมถึงน้ำท่วมจากทะเลสาบธารน้ำแข็งแตก


ขณะที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้น ภัยพิบัติเหล่านี้มีแนวโน้มเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น โดยองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ) ระบุว่า ธารน้ำแข็งในเนปาลกำลังลดระดับลงในอัตราสูงถึงปีละ 15 เมตร

การละลายดังกล่าวส่งผลให้ลาดเขาไม่มั่นคงและเกิดแหล่งน้ำที่มีความเสี่ยงแตกทะลัก ซึ่งอาจก่อให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงและคร่าชีวิตประชาชน


นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เหตุน้ำป่าฉับพลันครั้งรุนแรงบริเวณชายแดนเนปาลกับเขตปกครองตนเองทิเบตของจีน อาจมีสาเหตุส่วนหนึ่งจากมวลธารน้ำแข็งขนาดมหึมาที่แยกตัวจากภูเขาและร่วงลงสู่หุบเขา


อย่างไรก็ตาม วิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสะท้อนความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน เพราะประเทศที่มีส่วนรับผิดชอบต่อปัญหาน้อยที่สุด กลับต้องแบกรับผลกระทบรุนแรงที่สุด


ข้อมูลจากเว็บไซต์ Our World in Data ระบุว่า เนปาลปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ราว 18.8 ล้านตันในปี 2567 คิดเป็นไม่ถึง 0.1% ของการปล่อยทั่วโลก หรือเฉลี่ยเพียง 0.63 ตันต่อคน จากประชากรราว 30 ล้านคน


ด้านสหรัฐปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ราว 4,900 ล้านตัน หรือ 14.2 ตันต่อคน ส่วนจีนปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวม 12,300 ล้านตัน หรือ 8.6 ตันต่อคนในปีเดียวกัน


แม้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับต่ำ เนปาลยังถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุดในโลก โดยมีความยากจนและการพึ่งพาภาคเกษตรกรรมเป็นปัจจัยซ้ำเติม


ขณะที่แผนรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของเนปาล สอดคล้องกับเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ตามกรอบความตกลงปารีส ฉบับปี 2558 อย่างไรก็ตาม เนปาลยังแทบไม่มีบทบาทในการควบคุมหรือแก้ไขวิกฤติสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศขนาดใหญ่.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS