เป็นที่รู้กันดีว่าตัวเลือกในการดำเนินชีวิตมีบทบาทสำคัญต่อการเกิดมะเร็ง โดยมากกว่า 40% ของผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งนั้นสัมพันธ์กับพฤติกรรมที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ตั้งแต่การสูบบุหรี่ไปจนถึงการตากแดด
สำหรับโรคมะเร็งกระเพาะอาหารแล้ว อาหารการกินถือเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมาก เนื่องจากอาหารบางประเภทสามารถสร้างความเสียหายและก่อให้เกิดการอักเสบที่เยื่อบุผนังกระเพาะอาหารชั้นในสุดได้
ผลการศึกษาล่าสุดที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อต้นเดือนสิงหาคมระบุว่า เครื่องดื่มผสมน้ำตาลคือตัวการสำคัญจากมื้ออาหารที่เพิ่มความเสี่ยงดังกล่าว โดยมีสถิติว่าชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่ 63% ดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวานจากการเติมน้ำตาลทุกวัน ซึ่งมีนับรวมทั้งกาแฟที่ชงดื่มเองที่บ้านไปจนถึงน้ำอัดลมที่ซื้อตามร้าน
ผลวิจัยชี้ว่า ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มที่เติมน้ำตาลเช่นนี้อย่างน้อยวันละ 1 แก้ว มีโอกาสป่วยเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารสูงกว่าผู้ที่ไม่เคยดื่มเลยเกือบ 2.5 เท่า
การวิจัยครั้งนี้รวบรวมข้อมูลจากการติดตามพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มรสหวานของกลุ่มตัวอย่างกว่า 112,000 คน ตั้งแต่ปีค.ศ. 1986 – 2022 ผลปรากฏว่าทั้งชายและหญิงที่ดื่มเครื่องดื่มเติมน้ำตาลขนาด 8 ออนซ์ (ประมาณ 240 มิลลิลิตร) อย่างน้อยวันละแก้ว มีความเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยกลุ่มผู้หญิงที่ดื่มเครื่องดื่มหวานๆ มีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ที่ไม่ดื่มถึง 3 เท่า ขณะที่กลุ่มผู้ชายมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 2 เท่า
ปัจจุบัน โรคมะเร็งกระเพาะอาหารเป็นมะเร็งชนิดที่พบมากที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลก สำหรับปัจจัยเสี่ยงหลักของโรคนี้ ได้แก่ การบริโภคอาหารเค็มจัด อาหารหมักดอง เนื้อสัตว์ปิ้งย่าง และการรับประทานผักผลไม้ไม่เพียงพอ รวมถึงการมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานซึ่งบางส่วนมาจากการบริโภคของหวานหรือน้ำตาล
เนื้อสัตว์บางชนิดอาจทำลายเยื่อบุลำไส้ใหญ่ เปิดทางให้เซลล์มะเร็งเจริญเติบโตได้ง่ายขึ้น ส่วนแอลกอฮอล์เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะแตกตัวกลายเป็นสารที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง
ผู้ที่เลือกดื่มน้ำอัดลมสูตรไดเอตอาจมาถูกทางแล้ว แม้จะมีงานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ระบุว่าสารให้ความหวานแทนน้ำตาลอาจเชื่อมโยงกับการเกิดมะเร็ง แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยง และสารเหล่านี้ยังช่วยควบคุมน้ำหนักได้ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง
เครื่องดื่มผสมน้ำตาล (Sugar-sweetened beverages หรือ SSBs) เป็นกลุ่มเครื่องดื่มขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมเครื่องดื่มทุกชนิดที่มีการเติมน้ำตาลเข้าไป ตัวอย่างเช่น น้ำผลไม้ที่มีน้ำตาลตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่เมื่อมีการเติมน้ำตาลเพิ่มเข้าไปก็จะถูกจัดเป็นเครื่องดื่ม SSB ทันที ส่วนตัวอย่างอื่นๆ ที่เห็นได้ชัด ได้แก่ น้ำอัดลมทั่วไป เครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มเกลือแร่ น้ำมะนาว และน้ำพั้นช์
อย่างไรก็ตาม เครื่องดื่ม SSB ทุกชนิดไม่ได้ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระดับที่เท่ากัน เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูงกว่า หรือใช้น้ำตาลจากแหล่งแปรรูป เช่น น้ำเชื่อมข้าวโพดฟรุกโตสสูง จะส่งผลเสียต่อร่างกายมากกว่าการใส่น้ำตาลปริมาณเล็กน้อย อย่างกาแฟยามเช้าที่ใส่น้ำตาลเพียงซองเดียว นอกจากนี้ ความถี่ในการดื่มก็มีความสำคัญเช่นกัน
สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริการะบุว่า ตราบใดที่ยังจำกัดการเติมน้ำตาลและลดการบริโภคอาหารแปรรูปให้น้อยที่สุดได้ อาหารเหล่านี้ก็ “สามารถเป็นส่วนหนึ่งของอาหารเพื่อสุขภาพได้ หากรับประทานอย่างสมดุลควบคู่กับอาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อยกว่า”
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
ที่มา : nypost.com
เครดิตภาพ : pixabay.com



