เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ที่รัฐสภา นายพิทักษ์เดช เดชเดโช ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด แถลงผลการประชุม กมธ. ว่าที่ประชุมมีการพิจารณา 2 เรื่อง คือ 1.กรณีการคัดเลือกหน่วยร่วมดำเนินงานของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดยเชิญผู้แทน สสว. และผู้ร้องเรียนจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเข้าชี้แจง โดยผู้ร้องเรียนชี้แจงว่า มหาวิทยาลัยเสนอโครงการเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกของ สสว. 2 โครงการ คือโครงการพัฒนาและสร้างระบบนิเวศอีคอมเมิร์ซของไทยเพื่อ SME ไทย มูลค่า 499 ล้านบาท และโครงการส่งเสริม SME สู่ตลาดอีคอมเมิร์ซและไลฟ์คอมเมิร์ซ มูลค่า 495 ล้านบาท แต่ไม่ผ่านการพิจารณาด้านคุณสมบัติ ด้านผู้แทน สสว. ชี้แจงว่า ดำเนินการคัดเลือกตามระเบียบ หลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยมหาวิทยาลัยดังกล่าวไม่ผ่านคุณสมบัติเกี่ยวกับหนังสือมอบอำนาจ ซึ่งกำหนดให้ผู้รับมอบอำนาจทั้ง 3 คน ต้องร่วมกันดำเนินการ ไม่สามารถดำเนินการโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพียงลำพังได้

นายพิทักษ์เดช กล่าวต่อว่า ดังนั้น คณะกรรมาธิการจึงมีข้อเสนอแนะให้ สสว. เปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยดังกล่าวชี้แจงประเด็นการไม่ผ่านคุณสมบัติอย่างเหมาะสม และทบทวนแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย พร้อมแนะนำให้มหาวิทยาลัยดังกล่าว พิจารณาดำเนินการตามกระบวนการทางปกครองต่อไป

นายพิทักษ์เดช กล่าวอีกว่า ประเด็นที่ 2 คือกรณีประชาชนได้รับความเสียหายจากการถูกชักชวนให้ลงทุนซื้อขายทองคำ โดยเชิญผู้แทนสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สมาคมค้าทองคำ และผู้เสียหายเข้าชี้แจง ซึ่งผู้แทนสมาคมค้าทองคำ ชี้แจงว่า ได้ดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินร่วมกับ ปปง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ทั้งการติดตามเส้นทางธุรกรรมทองคำ การยกระดับกระบวนการรู้จักลูกค้า (KYC) ตามระดับความเสี่ยง การเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยง การป้องกันบัญชีม้าและการยกระดับมาตรฐานร้านทองทั้งระบบ

นายพิทักษ์เดช กล่าวอีกว่า สำหรับกรณีร้องเรียนว่ามีประชาชนในจังหวัดลำพูน เชียงใหม่ และพื้นที่อื่น ๆ ได้รับความเสียหายจากการถูกชักชวนลงทุนซื้อขายทองคำ มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 100 ล้านบาท คดีอยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวนในพื้นที่จังหวัดลำพูน และคาดว่าจะสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการในช่วงต้นเดือน ก.ย. นี้

ด้านผู้แทนกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ชี้แจงว่า กรณีดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และเนื่องจากคดีมีความซับซ้อน หากพนักงานสอบสวนในพื้นที่เห็นสมควร สามารถส่งเรื่องให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางดำเนินการได้

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะเชิญตำรวจภูธรจังหวัดลำพูนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงเพิ่มเติมในสัปดาห์หน้า เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีประชาชนได้รับความเสียหายจำนวนมากและมีมูลค่าความเสียหายสูง พร้อมเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนซื้อขายทองคำ และหากได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวง ขอให้รีบแจ้งความร้องทุกข์ต่อสถานีตำรวจในพื้นที่เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.