ท่ามกลางทิศทางการส่งเสริมการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปัญหาการประกอบกิจการโรงงาน
ที่ละเลยกฎหมายยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน
อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาโรงงานลักลอบเปิดดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาต ตลอดจนการลักลอบปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะโดยไม่ผ่านการบำบัด การปล่อยควัน ฝุ่นละออง และมลพิษทางอากาศเกินมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ซึ่งสร้างความเดือดร้อนต่อสุขอนามัยของชุมชนโดยรอบ
นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะที่เป็นกระทรวงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ปรับแนวทางการดำเนินงานเพื่อกำกับดูแลและส่งเสริมให้สถานประกอบการอยู่ร่วมกับชุมชนและสังคมได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนได้ดำเนินธุรกิจอย่างราบรื่นและไปเป็นตามระเบียบกฎหมายของประเทศ ตามนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยยึดหลักการพัฒนาที่สมดุล ไม่สร้างผลกระทบต่อสุขอนามัยของพี่น้องประชาชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่โดยรอบ
เพื่อแก้ไขปัญหาการประกอบการที่ผิดกฎหมายและการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและสารเคมีอันตราย กระทรวงอุตสาหกรรมได้วางรากฐานใหม่ ปรับวิธีการตรวจกำกับโรงงานเชิงโรงรุก ตั้งแต่การปรับแผนการตรวจโรงงาน การนำเทคโนโลยีที่แม่นยำมาใช้ในการตรวจกำกับ และยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนการปรับแก้กฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจอุตสาหกรรมในปัจจุบันและอนาคต
กระทรวงอุตสาหกรรมได้วางรากฐานในการปรับแนวทางและกลไกในการตรวจกำกับดูแลโรงงานทั่วประเทศ และปรับเปลี่ยนแผนตรวจโรงงานรูปแบบใหม่ โดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยตรวจสอบ และสามารถใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูลการประกอบการ พร้อมชี้เป้าได้อย่างตรงจุด และเข้าทำการตรวจสอบโรงงานได้ทันที เช่น โรงงานที่มีข้อมูลการจัดการกากอุตสาหกรรมที่ผิดปกติ มีการใช้น้ำ ไฟฟ้าและวัตถุดิบที่ไม่สมดุลกับกระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์ หรือเข้าข่ายสวมสิทธิทางการค้า เป็นต้น ซึ่งข้อมูลผิดปกติเหล่านี้ จะถูกแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่หน้างาน เช่นเดียวกับระบบรับเรื่องเรียน “แจ้งอุต” ที่เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบและเฝ้าระวัง โดยเจ้าหน้าที่จะใช้ระบบการตรวจสอบโรงงานอย่างมีมาตรฐาน หรือ i-Auditor เข้าทำการตรวจสอบโรงงานและรายงานผลที่สามารถตรวจสอบได้ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด
ขณะเดียวกัน กระทรวงอุตสาหกรรม ยังได้ยกระดับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยโรงงานที่ปล่อยมลพิษเกินเกณฑ์มาตรฐานหรือจัดการกากอุตสาหกรรมไม่ถูกต้อง จะสั่งให้หยุดโรงงานในทันที ยกระดับจากแนวทางปฏิบัติแบบเดิมที่จะสั่งเพียงปรับปรุงแก้ไขโรงงาน โดยที่โรงงานดังกล่าวยังคงเดินเครื่องจักรผลิตได้อยู่ อีกทั้ง ยังพบพฤติกรรมประวิงเวลาขอขยายระยะเวลาปรับปรุงแก้ไขโรงงานต่อเนื่องนานหลายเดือน ในขณะที่โทษปรับทางอาญาก็ต่ำเกินกว่าจะสร้างความเกรงกลัว โรงงานบางแห่งจึงมองค่าปรับเป็นเพียงต้นทุนในการทำธุรกิจที่คุ้มเสี่ยง การปรับกลไกเป็นการสั่งหยุดโรงงานในทันที จึงเป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจและบทเรียนเชิงลงโทษจากผลกระทบทางธุรกิจ เพื่อเร่งรัดให้โรงงานทำปรับปรุงแก้ไขปัญต่าง ๆ อันจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม
นายณัฐพลฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการดำเนินงานจากการวางรากฐานใหม่และปรับเปลี่ยนรูปแบบการตรวจสอบโรงงานเชิงรุกและการยกการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ในปี 2569 กระทรวงอุตสาหกรรม ตรวจสอบพบการประกอบกิจการโรงงานที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายโรงงานทั่วประเทศ จำนวน 767 ราย โดยในจำนวนนี้ ได้สั่งการให้หยุดประกอบกิจการโรงงานแล้ว 131 ราย สั่งให้ปรับปรุงแก้ไขโรงงานอีกกว่า 636 โรงงาน และดำเนินคดีไปกว่า 391 ราย ซึ่งกว่าร้อยละ 53 เป็นโรงงานในพื้นที่ EEC และจังหวัดปริมณฑล ซึ่งสะท้อนการตรวจสอบโรงงานได้อย่างแม่นยำและตรงเป้ามากขึ้นกว่าเดิม ส่งผลให้สามารถลดผลกระทบต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงลดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ต้องใช้งบประมาณของรัฐที่มาจากภาษีของประชาชนในการฟื้นฟู ตลอดจนสามารถคืนพื้นที่เศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการที่ดี ได้ไม่น้อยกว่า 1 พันล้านบาท
“ผลลัพธ์จากการปรับแนวทางและกลไกในการตรวจกำกับดูแลโรงงานทั่วประเทศ และปรับเปลี่ยนแผนตรวจโรงงานรูปแบบใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงการแก้ไขปัญหาเชิงระบบที่กระทรวงอุตสาหกรรมมุ่งมั่นที่จะวางรากฐานใหม่ เปลี่ยนการกำกับที่เน้นการคุ้มครองการเติบโตทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมในมิติเดียว ไปสู่มุมมองที่ยึดหลักการส่งเสริมผู้ประกอบการดี ควบคู่ความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่เกื้อหนุนให้เกิดการปฏิรูปอุตสาหกรรมเศรษฐกิจของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่ชุมชน” นายณัฐพลฯ กล่าวทิ้งท้าย”



