เหตุการณ์อุทกภัยและน้ำป่าหลากฉับพลันครั้งใหญ่ ในพื้นที่ตอนเหนือของเนปาล ซึ่งเชื่อมโยงกับเหตุหิมะและก้อนหินถล่มลงสู่แม่น้ำสายหลัก บริเวณพรมแดนระหว่างเนปาลกับเขตปกครองตนเองทิเบตของจีน ก่อนมวลน้ำมหาศาลจะไหลทะลักเข้าสู่ระบบแม่น้ำตรีศุลี สร้างความสูญเสียอย่างรุนแรงทั้งต่อชีวิตประชาชนและโครงสร้างพื้นฐาน และขยายผลกระทบไปยังพื้นที่หลายอำเภอของเนปาล
#WATCH | Prime Minister of Nepal, Balendra Shah, visits Army Training Centre at Battar Bazar in flood-affected Nuwakot district to review the prevailing situation and search and rescue efforts pic.twitter.com/5sOXQVOzD7
— ANI (@ANI) August 27, 2026
มวลน้ำและตะกอนโคลนจำนวนมหาศาลไหลเข้าทำลายชุมชนตลอดแนวลำน้ำ บ้านเรือน ถนน สะพาน และโครงการผลิตไฟฟ้าได้รับความเสียหายอย่างหนัก ขณะที่เจ้าหน้าที่ต้องเร่งค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากความรุนแรงของภัยธรรมชาติแล้ว เหตุการณ์ครั้งนี้ยังถือเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีบาเลน ชาห์ วัย 36 ปี ซึ่งรับตำแหน่งเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ในการบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินครั้งใหญ่ ซึ่งรัฐบาลได้เร่งเปิดใช้กลไกของสภาบริหารจัดการและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติแห่งชาติ พร้อมระดมกำลังทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน และตำรวจเข้าสู่พื้นที่ประสบภัย เพื่อปฏิบัติภารกิจค้นหาและกู้ภัย
รัฐบาลยังใช้ช่องทางดิจิทัลในการสื่อสารกับประชาชน เพื่อแจ้งสถานการณ์และเตือนให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงทางตอนใต้เคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัย ขณะที่ภารกิจกู้ภัยทางอากาศดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยกองทัพเนปาลร่วมกับสายการบินเอกชนจัดเที่ยวบินเฮลิคอปเตอร์ เพื่อลำเลียงผู้ประสบภัยหลายร้อยคน รวมถึงชาวเนปาลและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนมาก

ด้านการรักษาพยาบาล รัฐบาลจัดสรรเตียงผู้ป่วยฟรี 100 เตียง ที่โรงพยาบาลกลางและศูนย์อุบัติเหตุแห่งชาติในกรุงกาฐมาณฑุ เพื่อรองรับผู้ได้รับบาดเจ็บ ขณะเดียวกัน ชาห์ลงพื้นที่พร้อมรัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อติดตามความเสียหายและกำกับการช่วยเหลือและฟื้นฟูด้วยตนเอง
อย่างไรก็ตาม ภัยธรรมชาติครั้งนี้ยังสะท้อนจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของระบบบริหารจัดการภัยพิบัติของเนปาล ซึ่งสะสมมานาน ทั้งข้อจำกัดด้านอุปกรณ์กู้ภัยที่ทันสมัย การตั้งถิ่นฐานบริเวณริมฝั่งแม่น้ำ และการวางผังเมืองที่ยังไม่สอดคล้องกับความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่มีความผันผวนมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยและการช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างยากลำบาก
ในอีกด้านหนึ่ง ภัยพิบัติครั้งนี้ยังมีมิติระหว่างประเทศ เนื่องจากผลกระทบของมวลน้ำและระบบแม่น้ำที่เชื่อมโยงกันอาจขยายไปถึงพื้นที่ของอินเดีย โดยเฉพาะรัฐพิหารและอุตตรประเทศ ทำให้การประสานงานระหว่างเนปาลกับอินเดียมีความสำคัญมากขึ้น รัฐมนตรีชาห์ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ขณะที่การขอรับความช่วยเหลือจากประเทศต่าง ๆ รวมถึงธนาคารโลก ( เวิลด์แบงก์ ) จะมีบทบาทต่อการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ

เหตุการณ์น้ำป่าหลากครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ของเนปาล แต่ยังเป็นบททดสอบความสามารถของรัฐบาลบาเลน ชาห์ ในการบริหารประเทศท่ามกลางภาวะวิกฤติ และอาจเป็นจุดเปลี่ยนจากการรับมือภัยพิบัติแบบตั้งรับ ไปสู่การบริหารความเสี่ยงเชิงรุกมากขึ้น
บทเรียนสำคัญคือ เนปาลจำเป็นต้องลงทุนในระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างประเทศ จัดหาอุปกรณ์กู้ภัยที่ทันสมัย และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้สามารถรองรับภัยธรรมชาติที่มีความรุนแรงและเกิดขึ้นไม่แน่นอนได้มากขึ้น เพื่อจำกัดความสูญเสียและสร้างความมั่นคงให้แก่ประชาชนในระยะยาว.
ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



