เมื่อวันที่ 28 ส.ค. เวลา 10.00 น. ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า จัดเสวนาทางวิชาการ “วิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ: ที่มาและทางออก” โดยมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตกรรมการกฤษฎีกา และอดีตรองนายกรัฐมนตรี นายวิชา มหาคุณ อดีตประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และนายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ร่วมเสวนา
นายบวรศักดิ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยนี้แปลก จะเข้า OECD หน่วยงานตรวจสอบเรา 25 กลุ่ม มีเรื่องที่เราต้องปรับกว่า 7 หมื่นเรื่อง เรื่องสำคัญใหญ่สุดคือ เรื่องทุจริต ทั้งนี้ในสมัยรัฐบาล “อนุทิน 1” มีการแฉตำรวจกันเอง มีคุกพิเศษในบางขวาง รัฐบาลก็เงียบ ตนได้ยกร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยองค์กรอิสระเพื่อการตรวจสอบ และเสนออาจารย์วิชา มหาคุณ อดีต ป.ป.ช. เป็นประธาน ก็ไม่สน สะท้อนว่าประเทศไทยไม่ได้สนใจเรื่องนี้ คนมีอำนาจไม่เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ ไม่เร่งด่วน
นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติได้ทำวิจัย ตั้งแต่เริ่มมีองค์กรอิสระปี 2545 พบว่า ชุดแรกๆ มีผลงานดี แต่ปัจจุบันความเชื่อมั่นตกต่ำ เพราะไม่เป็นไปตามที่คาดหวังของประชาชน รวมถึงรัฐบาล และ สว. ต่ำกว่า เมื่อ สส. รวมไปถึงพรรคการเมือง ทั้งนี้ตนขอเสนอทางออก ให้อภิวัฒน์ พัฒนาไปในทางที่ดี ได้แก่ 1.อภิวัฒน์เวลาได้มาของ ครม. โดยรัฐธรรมนูญปัจจุบันกำหนดการได้มาของรัฐบาลใหม่ช้า ซึ่งเขียนเหมือนปี 2475 เมื่อสภาสิ้นอายุ ต้องเลือกตั้งภายใน 45 วัน หากสิ้นอายุยุบสภา เลือกตั้ง 45-60 วัน ปี 2560 ขยายให้ กกต. มีเวลาประกาศ 30 วัน อีก 15 วันเรียกประชุมสภา กว่าจะได้ ครม. ใหม่ 5 เดือน
“หากผมเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ จะเขียนให้เลือกตั้ง 30 วันหลังยุบสภา การยุบแล้วเลือกช้า ซื้อกันเยอะ หากยุบแล้วมีเวลาน้อย ซื้อไม่ได้ ต้องทำความดีระหว่างเป็น สส. ส่วนหากสิ้นอายุเมื่อครบวาระ ให้เลือกตั้งภายใน 15 วัน ให้เวลารับรอง 30 วัน เพื่อ กกต. ให้ใบเหลือง ใบส้ม และเรียกประชุมสภา ภายใน 10 วัน ให้เลือกนายกฯ ให้เสร็จภายใน 30 วัน เมื่อเกินครึ่งหนึ่ง หากไม่เกินครึ่งภายใน 15 วัน ใครได้เสียงสูงสุดได้เป็น ตอนนี้รัฐธรรมนูญไม่เขียนเวลาไว้ อย่านึกว่าไม่เกิดปัญหา” นายบวรศักดิ์ กล่าว
นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า 2.อภิวัฒน์การสรรหาการเลือกองค์กรอิสระ คือ กรรมการสรรหา ให้นำบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญ 2558 ที่ถูก สปช. ตีตกมาใช้ โดยมาจาก ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองฝ่ายรัฐบาล ครม. พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองฝ่ายค้าน ส่วนละ 2 คน และประธานองค์กรอิสระที่เลือกกันเอง 1 คน ส่วนคนให้ความเห็นชอบต้องใช้ที่ประชุมรัฐสภา ลงคะแนนครั้งเดียว แต่คิดคะแนนเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่ม สส.รัฐบาล กลุ่มฝ่ายค้านและกลุ่ม สว. หากใครได้เสียง 2 กลุ่มจาก 3 กลุ่มให้ได้เป็น และต้องเปิดเผยผลการลงคะแนนและการตรวจสอบประวัติ
3.อภิวัฒน์ระบบถอดถอนให้กลับมา หากไม่มี สว. ที่ดี ต้องโยงไปถึงประชาชนให้ลงคะแนนได้ เช่น ถอดถอนนายกฯ หรือ รัฐมนตรีให้ใช้การลงมติถอดถอนจากทั้งประเทศ สส. หรือ สว. จำกัดเฉพาะภาคหรือจังหวัด 4.อภิวัฒน์สำนักงาน กกต. โดยไม่ให้มีอำนาจจัดการเลือกตั้ง แต่ให้เป็นอำนาจของที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงคุมเลือกตั้งโดยให้ใช้องค์กรภูมิภาค ท้องถิ่นดำเนินการ ส่วนหน้าที่ของ กกต. จะมี 2 ประเด็นคือ ออกกฎ กำกับการเลือก และจับคนทำผิดเลือกตั้ง ซึ่งตนเคยเขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญปี 2558 และ 5. อภิวัฒน์การยอมรับกลุ่มการเมืองที่ไม่ถึงขั้นต้องเป็นพรรคการเมือง ที่ถูกกำหนดจำนวนสมาชิก 5,000 คน หรือ มีสาขาพรรค เพื่อเป็นทางออกของบ้านเมือง ทั้งนี้ก่อนเขียนรัฐธรรมนูญต้องศึกษาข้อมูลเปรียบเทียบด้วย.



