บนผืนป่าของจังหวัดน่าน “ดอยภูคา” ไม่ได้มีความหมายเพียงในฐานะแหล่งธรรมชาติหรือภูเขาสูงที่งดงาม หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบชีวิตที่เชื่อมโยงผู้คน แหล่งน้ำ สัตว์ป่า อากาศ และวิถีชุมชนเข้าด้วยกัน และสำหรับคนรุ่นใหม่ ดอยภูคายังเป็นมรดกที่คนรุ่นก่อนช่วยกันดูแล ก่อนส่งต่อมาถึงพวกเขาในวันนี้
นางสาวพิชญ์นาฏ เทียมดี ประธานสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดน่าน มองว่า ดอยภูคาไม่ใช่เพียงภูเขาหรือผืนป่า แต่เป็น “แหล่งชีวิต” ของคนในพื้นที่ เป็นทั้งแหล่งต้นน้ำ ธรรมชาติที่ชุมชนพึ่งพา และพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของผู้คน

“สำหรับหนู ดอยภูคาไม่ใช่แค่ภูเขาหรือผืนป่า แต่เป็นเหมือนแหล่งชีวิตของคนในพื้นที่ เป็นทั้งธรรมชาติที่เราได้พึ่งพา แหล่งต้นน้ำ และเป็นสิ่งที่คนรุ่นก่อนช่วยกันดูแลและส่งต่อมาถึงคนรุ่นหนู”
มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่า สำหรับเยาวชน การอนุรักษ์ดอยภูคาไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว เพราะความเปลี่ยนแปลงของผืนป่าย่อมส่งผลต่อชีวิตของผู้คนโดยตรง หากป่าหายไป ผลกระทบอาจเกิดขึ้นทั้งกับแหล่งน้ำ อากาศ สัตว์ป่า และสภาพแวดล้อมโดยรวม ขณะที่ปัญหาน้ำท่วมหรือภัยแล้งก็อาจมีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม นางสาวอนัญญา แก้วมา ประธานที่ปรึกษาของประธานสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดน่าน มองเรื่องนี้ด้วยความระมัดระวังว่า ไม่ควรสรุปว่าการเปลี่ยนแปลงของป่าเพียงอย่างเดียวเป็นสาเหตุของน้ำท่วมหรือภัยพิบัติ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ “ป่า น้ำ และชุมชน” มีความเชื่อมโยงกัน

ประสบการณ์จากเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมที่ผ่านมา จึงเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่หันกลับมามองการบริหารจัดการพื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่ชุมชน และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติไปพร้อมกัน เพราะการดูแลป่าไม่ควรหมายถึงเพียงการรักษาต้นไม้ แต่คือการดูแลระบบที่ผู้คนต้องพึ่งพา เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน
คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “คนกับป่าจะอยู่ร่วมกันได้หรือไม่” แต่คือจะอยู่ร่วมกันอย่างไร
ทั้งสองมองตรงกันว่า คนรุ่นใหม่ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธการใช้ประโยชน์จากป่า ขณะเดียวกันก็ไม่ควรใช้ทรัพยากรจนเกินสมดุล นางสาวพิชญ์นาฏเห็นว่า คนรุ่นพ่อแม่อาจต้องพึ่งพาป่าเพื่อดำรงชีวิตและเลี้ยงครอบครัว ขณะที่คนรุ่นใหม่สามารถนำแนวคิดเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่ามาปรับใช้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างเหมาะสม หรือการฟื้นฟูผืนป่า
ส่วน นางสาวอนัญญา เห็นว่า ไม่ควรตัดสินว่าคนรุ่นก่อนใช้ชีวิตกับป่าอย่างถูกหรือผิด เพราะแต่ละยุคมีบริบทและความจำเป็นแตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือคนรุ่นปัจจุบันมีทั้งข้อมูลและบทเรียนจากอดีตมากขึ้น จึงควรนำภูมิปัญญาและประสบการณ์ของคนในพื้นที่มาผสมผสานกับความรู้ใหม่ เพื่อค้นหารูปแบบการอยู่ร่วมกับธรรมชาติที่ปลอดภัยและยั่งยืนกว่าเดิม
แนวคิดนี้ยังนำไปสู่โจทย์ที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ การรักษาป่ากับการสร้างรายได้ของคนในพื้นที่จำเป็นต้องเป็นเรื่องที่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งจริงหรือ
คำตอบของเยาวชนทั้งสองคนคือ “ไม่จำเป็นต้องเลือก”
นางสาวพิชญ์นาฏเชื่อว่า สามารถสร้างรายได้ควบคู่กับการรักษาป่าได้ ผ่านรูปแบบต่าง ๆ เช่น การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของชุมชน หรือการทำเกษตรที่ไม่ทำลายพื้นที่ป่า เพราะการอนุรักษ์ไม่ได้หมายถึงการห้ามใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ แต่หมายถึงการใช้ในระดับที่เหมาะสมและคำนึงถึงอนาคต
ขณะที่นางสาวอนัญญามองว่า ไม่ควรตั้งโจทย์ให้คนในพื้นที่ต้องเลือกระหว่าง “มีรายได้” กับ “รักษาป่า” เพราะปากท้องและคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การอนุรักษ์ สิ่งที่ควรแสวงหาคือรูปแบบการพัฒนาที่ทำให้คนมีรายได้ โดยไม่สร้างความเสี่ยงหรือทำลายต้นทุนทางธรรมชาติในระยะยาว
บทเรียนจากเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมจึงทำให้เรื่องเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม การพัฒนา และความปลอดภัยของประชาชน ไม่ควรถูกแยกออกจากกัน แต่ควรได้รับการวางแผนและจัดการไปพร้อมกัน
แนวคิดเรื่อง “คนอยู่กับป่า” ยังสอดคล้องกับแนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดน่านซึ่งมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่เชื่อมโยงทั้งเรื่องป่า น้ำ อาชีพ และคุณภาพชีวิตของประชาชนเข้าด้วยกัน
หนึ่งในพื้นที่สำคัญคือ ตำบลภูคา อำเภอปัว จังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2543 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรบ้านกอกและบ้านจูน และได้พระราชทานพระราชดำริให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชน โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งน้ำ ป่าไม้ อาชีพ และคุณภาพชีวิตไปพร้อมกัน จนนำมาสู่ “โครงการพัฒนาบ้านกอก-บ้านจูนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ”
พื้นที่โครงการดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยภูคาและป่าผาแดง และมีการดำเนินงานด้านการฟื้นฟูป่า ควบคู่กับการส่งเสริมอาชีพและสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลรักษาป่า รวมถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้อย่างเหมาะสม สะท้อนแนวทางการพัฒนาที่ไม่ได้มอง “คน” กับ “ป่า” เป็นคู่ขัดแย้ง แต่พยายามสร้างความสมดุลให้ทั้งสองฝ่ายสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้
ต่อมาในพื้นที่ป่าดอยภูคาและป่าผาแดง ยังมี “โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ ภูพยัคฆ์” ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังการเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมบริเวณบ้านน้ำรีพัฒนา อำเภอเฉลิมพระเกียรติ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2546 โดยมีเป้าหมายทั้งการฟื้นฟูสภาพป่าและการพัฒนาการเกษตรของประชาชนในพื้นที่
พระราชดำริและโครงการเหล่านี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญว่า การรักษาผืนป่าไม่จำเป็นต้องแยกออกจากการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคน หากแต่สามารถเดินไปด้วยกันได้ เมื่อมีการวางระบบการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม สร้างอาชีพที่สอดคล้องกับพื้นที่ และให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรของตนเอง
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับสิ่งที่เยาวชนจังหวัดน่านกำลังมองเห็นในวันนี้ว่า การรักษาดอยภูคาไม่ควรหมายถึงการห้ามคนใช้ประโยชน์จากทรัพยากร แต่คือการสร้างความเข้าใจว่า “การใช้” กับ “การรักษา” ต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน และสิ่งที่ได้รับจากป่าในวันนี้ต้องไม่กลายเป็นต้นทุนที่คนรุ่นต่อไปต้องสูญเสีย
เมื่อมองไปข้างหน้าอีก 20 ปี ความฝันของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อดอยภูคาจึงไม่ได้มีเพียงภาพของผืนป่าที่เขียวขจี หากยังเป็นภาพของผู้คนที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมั่นคง
นางสาวพิชญ์นาฏอยากเห็นดอยภูคายังคงมีป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่า มีแหล่งน้ำ และคนในชุมชนสามารถมีรายได้โดยไม่ต้องแลกกับการทำลายธรรมชาติ เธอเลือกเริ่มต้นจากการเรียนรู้เรื่องป่าและสิ่งแวดล้อม การสื่อสารให้ผู้คนเห็นคุณค่าของดอยภูคา รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมอนุรักษ์และโครงการที่ช่วยให้คนกับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้
ด้านนางสาวอนัญญามองไกลไปถึงการสร้างระบบจัดการภัยพิบัติของจังหวัดน่านให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยประสบการณ์จากการทำงานด้านกู้ชีพกู้ภัยทำให้เห็นว่า เมื่อเกิดภัยพิบัติ สิ่งที่ได้รับผลกระทบไม่ได้มีเพียงทรัพย์สิน แต่รวมถึงความปลอดภัยและชีวิตของประชาชน
เธอยอมรับว่า ในฐานะเยาวชนอาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง แต่สามารถใช้บทบาทของคนรุ่นใหม่ในการสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และชักชวนให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมกับงานด้านสิ่งแวดล้อม การป้องกันภัย และการพัฒนาจังหวัด
ท้ายที่สุดแล้ว ภาพของดอยภูคาในอีก 20 ปี จึงอาจไม่ใช่เพียงคำถามว่า “ป่ายังอยู่หรือไม่” แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า เมื่อธรรมชาติยังคงอยู่ ผู้คนจะยังสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างมั่นคงและปลอดภัยเพียงใด
สำหรับคนรุ่นใหม่ ดอยภูคาจึงไม่ใช่เพียงผืนป่าที่ต้องรักษา แต่คือ “ต้นทุนชีวิต” ที่ต้องส่งต่อ และการอนุรักษ์ที่แท้จริงอาจไม่ได้หมายถึงการกันคนออกจากป่า หากคือการหาวิธีให้ “คนยังอยู่ได้ ป่ายังอยู่ได้ และเมื่อเกิดภัยพิบัติ คนของเราปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิม”



