เป็นภาพยนตร์ภาคต่อที่แฟนๆ รอคอยหนักมากสำหรับ “ธี่หยด สมิงเขาขวาง” ที่หลายคนอยากรู้มากว่าจะจบลงอย่างไร แล้วภาคนี้จะมีต่ออีกไหม พอเจอตัวหนุ่ม ณเดชน์ คูกิมิยะ ในงานเปิดตัวหนังดังกล่าว หนุ่มณเดชน์ก็เล่าเรื่องราวและความคาดหวังในงานชิ้นนี้ พร้อมเรื่องราวที่ภรรยาสาวสวย ญาญ่า อุรัสยา แซวเขาเรื่องหุ่นและการโชว์เซ็กซี่บ่อยๆ

ณเดชน์ เผยว่า “เรื่องรายได้คาดหวังไหมสำหรับธี่หยด สมิงเขาขวาง ก็ตั้งใจทำให้มันแบบดีที่สุด แต่ว่ารายได้สุดท้ายแล้วมันไม่ใช่เครื่องวัดหรอกว่าภาพยนตร์ประสบความสำเร็จ หรือไม่ประสบความสำเร็จ ผมว่าอยู่ที่ความรู้สึกของคนดูมากกว่าว่าเต็มอิ่มกับภาพยนตร์เรื่องไหนมากน้อยขนาดไหน ส่วนตัวผมรู้สึกไม่กดดันแล้วนะ เพราะว่าตั้งแต่ภาคแรกมันทำให้รู้สึกว่าเรามีครอบครัวตัวของธี่หยดที่จะคอยสนับสนุนพวกเราไปเรื่อยๆ แล้วผมว่าหลายๆ คนก็มีความคาดหวังว่าอยากให้ทำธี่หยดไปเรื่อยๆ ซึ่งกดดันในเรื่องของพาร์ทการเตรียมงานในภาคต่อๆ ไปมากกว่า ที่เราจะทำยังไงให้มันมีเรื่องราวหรือมีลูกเล่น หรือว่านำนิยายเรื่องไหนของผู้เขียน ของผู้ประพันธ์นำมาปรับใช้มาเป็นภาพยนตร์ ซึ่งจริงๆ หลังจากภาคนี้เดี๋ยวเราก็จะมีต่อ โปรเจกต์ต่อหลังจากนี้ ที่บอกว่าธี่หยดไม่มีวันตาย มันน่าจะเป็นความตั้งใจของทีมผู้จัด แล้วก็ผู้สร้างครับ สำหรับผมจริงๆ ผมก็อยากจะอยู่กับธี่หยดไปเรื่อยๆ ด้วย อยากเป็นเหมือนนักแสดงหลายๆ ท่านที่มีหนังภาพยนตร์ มีภาคต่อเรื่อยๆ อะไรเงี้ยครับ เล่นไปจนแก่ สำหรับธี่หยด ผมว่าหลายคนก็เมื่อไหร่จะจบซักที แล้วก็หลายคนบอกว่าเมื่อไหร่จะทำอีก ซึ่งจากสิ่งที่เราได้มีโอกาสไปเจอ เวลาเรานั่งพวกรถโดยสาร หรือเวลาใช้การเดินทางแบบขนส่งมวลชน เราก็จะมีคนถามตลอดว่าจะทำอีกมั้ยครับ? จะทำอีกมั้ยครับ? จะมีอีกมั้ยครับ? ซึ่งจากผลตอบรับนี้ มันก็รู้สึกว่าเราก็ควรที่จะยังจะต้องตั้งใจทำงานนี้ต่อไปนะ เพราะว่ายังมีคนรอดูอีกเยอะเลย”

“ในฐานะที่รับบทพี่ยักษ์ คิดว่าพี่ยักษ์จะไปต่อได้เรื่อยๆ มั้ย จุดนี้ผมว่าไปต่อเรื่อยๆ เพราะว่าหลังจากธี่หยดผีชุดดำแล้วใช่มั้ยครับ เรามาทำเป็น Spin-off เป็นภาคเสริมอะไรประมาณนั้น ซึ่งยังมีเรื่องราวหลายๆ อย่างที่เราสามารถทำได้ อาจจะไม่ใช่แค่ตัวละครของผม อาจจะเป็นตัวละครของนักแสดงท่านอื่นๆ ในเรื่อง ในความเป็นจักรวาลธี่หยดก็ได้ ยังมีอะไรหลายอย่างที่สามารถนำเสนอได้อีกเยอะแยะมากมายเลย ผมว่าสำหรับภาคต่อไปเนี่ย รู้สึกว่าเราอยากทำอะไรที่มันมีความเรื่องเล่าที่มีแฟนๆ ชอบอยู่แล้ว ผมว่านั่นน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการนำเรื่องไปทำ แต่ว่าถ้าสมมุติว่าเราสร้างเรื่องขึ้นมาใหม่เนี่ย เราอาจจะรู้สึกว่าแฟนๆ หนังสือ หรือว่าแฟนๆ ที่เขาติดตามธี่หยดมาอยู่แล้ว เขาอาจไม่ได้ให้ความสนใจหรือน้ำหนักของมันมากนัก เท่ากับเรื่องที่เขารู้อยู่แล้ว หรือว่าเรื่องที่ถูกเล่าอยู่แล้ว ถ้าสังเกตหนังที่พี่อาเล็ก ธีรเดช เล่น ก็เป็นเรื่องเล่าที่เป็นเรื่องเล่าของ The Ghost แล้วก็คือแฟนๆ ของเรื่องเล่าพวกเนี้ยครับเยอะมากๆ อยู่แล้ว แต่ว่าเมื่อไหร่ที่มาทำเป็นหนัง จากภาพเรื่องเล่า มันกลายเป็นภาพจริง คนก็อยากจะไปสัมผัสกับอารมณ์ตรงนั้นมากๆ มันก็เป็นสิ่งที่เป็นความเปลี่ยนยุคของภาพยนตร์ไทยเหมือนกันนะ ที่หลายๆ อย่างอาจจะไม่ต้องถูกจากการที่มาสร้างเรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่ถูกเล่าอยู่แล้วมาสร้างเป็นหนัง มันก็เป็นอีกหนึ่งจุดขายที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน”

ณเดชน์ เล่าต่อว่า “แต่พี่ยักษ์ในชีวิตจริงหลายคนก็ว้าว แค่ก้าวขึ้นน้ำ 2 วินาทีคนแคปไม่ทัน (ยิ้ม) ก็ไม่มีอะไรครับ อ๋อ สีส้มกับพี่หมาก จริงๆ ผมชอบสีส้มครับ เพราะว่าเป็นคนชอบสีแบบแป๊ดๆ แต่วันนั้นไปเดินป่ากันแล้วก็รู้สึกว่าต้องโดดน้ำที่นี่ให้ได้ ยังไงก็ต้องโดดให้ได้ มันเป็นบึงใหญ่ๆ แล้วก็ชวนหมากกับชวนทุกคนโดด ก็ไม่โดดกัน ผมก็เลยอันนั้นกูโดดเองก็ได้ แล้วก็แค่อยากเล่าผ่านเรื่องราวว่าเราไปโดดน้ำที่นี่มาแล้วนะ ผมก็ไม่ได้อยากให้โฟกัสหน้าหรอกครับ ผมก็อยากให้โฟกัสวิวข้างหลัง ไม่งั้นผมก็โชว์ไปแล้วดิพี่ว่ามันมีอะไรโผล่มาบ้าง แต่ว่าผมพยายามที่จะหลบเฟรมให้มากที่สุด คลิปผมตัดแค่นั้นครับ ตัดแค่นั้น”

“ที่ไปกับพี่หมากผมมีโอกาสพาพี่หมากไปเที่ยวตกปลากับคุณพ่อครั้งที่แล้ว คุณพ่อของน้องญาญ่า แล้วผมก็ถามอีกครั้งว่าจะไปอีกเปล่าเดี๋ยวจะมีอีกนะ เขาบอกไป แล้วผมก็ถามว่าชอบอะไรวะ ผมก็แปลกใจว่าทำไมถึงชอบ เพราะว่าครั้งแรกที่ไปเราต้องทำการแล่เนื้อปลาเอง เพราะว่าเราต้องทำอาหารกินกันเอง ครั้งแรกพี่หมากก็แบบ โอ้ ไม่ไหวว่ะ นู่นนี่ ใช่มั้ย แบบไม่ไหว แต่ครั้งนี้มาแบบกระฉับกระเฉง ทำนู่นนั่นนี่ คล่องแคล่วอะไรเงี้ย ก็รู้สึกว่าเหมือนกับพี่หมากก็พูดกับผมว่าเราควรที่จะมีโอกาส เรามีลูกด้วยกันในอนาคต หมายถึงว่าเราต่างคนต่างมีลูกนะ (หัวเราะ) ถ้าต่างคนต่างมีลูก แล้วก็นี่อาจจะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เราสามารถที่จะพาลูกกับภรรยาเรามาทำได้เป็น Activity ซึ่งมันก็เป็นการเรียนรู้การเอาชีวิตรอดในเรื่องหนึ่งเหมือนกันที่เด็กๆ ก็ควรจะรู้ไว้ว่ามันคือวิถีหนึ่งของการใช้ชีวิต การผจญภัย แต่ต่างคนก็ต่างมีความสุขมาก เพราะว่าเราก็แปลกใจเหมือนกันว่าทำไมเราไปอยู่ได้ ทั้งๆ ที่แต่ละคนที่อยู่ตรงนั้น คุณพ่อน้องญาญ่า เพื่อนคุณพ่อเขาก็ 70-80 ปีแล้ว เราไปเราก็ไม่ใช่แบบคนต้องไปดูแลคนแก่นะครับ เราไปคือเขาก็ดูแลตัวของเขาเอง เราก็ดูแลตัวของตัวเราเอง ซึ่งมันเป็นทริปที่มีแต่ผู้ชาย แล้วมันก็สนุกมากๆ ด้วย เราก็เลยรู้สึกว่าเราติดใจที่จะได้กลับอีก ผมก็ไม่ได้แบบโชว์ให้เห็นว่ามันน่าเกลียดหรืออะไร มันก็เป็นแค่กางเกงในว่ายน้ำครับ ที่คนแซวเยอะๆ ผมไม่เขิน ถ้าเขินก็จะไม่ลงนะ แต่รู้สึกว่ามันก็พอลงได้ ก็โตแล้ว ก็ไม่มีอะไรน่าเสียหาย เพราะรูปก่อนหน้านี้ก็เยอะแล้ว ประมาณนั้น”

“ที่หลายคนบอกว่ามีภรรยาแล้วเซ็กซี่ได้ ผมก็รู้สึกว่า มันก็ไม่เชิงนะ ผมว่าน่าจะแบบอายุมากแล้ว รู้สึกว่าอายุมากยิ่งขึ้นแล้วก็เลยรู้สึกว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่เราสามารถที่จะแชร์ได้ อย่างผู้หญิงยังใส่ชุดว่ายน้ำ หรือว่า Two-piece หรือว่า One-piece ลงได้ เรารู้สึกว่าแล้วทำไมผู้ชายเราจะใส่ One-piece หรือว่าใส่ชุดว่ายน้ำลงไม่ได้ มันก็ดูสวย ถ้าเรามั่นใจว่ามันได้ ผมว่ามันก็ดูสวย ดูหล่อ ญาญ่าเขาแซวมั้ยทุกครั้งที่ลง จุดนี้เขาก็แซว อุ้ย! อะไรอ่ะปลาวาฬ! ปลาวาฬ! ถามว่าเขาหวงปลาวาฬมั้ย ก็เขาก็หวงแหละ เขาหวง แต่ว่าคือถ้าเราไม่ได้ทำอะไรที่มันดูน่าเกลียดเกินไป เขาไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เขาต้องตักเตือนอะไร ในส่วนกางเกงในสะท้อนแสง ผมมีเยอะมาก ผมมีเป็นคอลเลกชัน เวลาเห็นกางเกงในว่ายน้ำแล้วผมรู้สึกว่า ถ้าเป็นสีๆ หรือเป็นลายๆ เนี่ย ผมจะชอบมาก รู้สึกว่าใส่แล้วรู้สึกว่าเซ็กซี่ ถ้าสีธรรมดาแบบสีดำสีอะไร ก็จะได้ แต่ว่าก็เฉยๆ มันเรียบไป ไม่ใช่เรา ก็สีส้มทั้งตัวโปรด ใส่ไปทุกทริปเลย ในอนาคตโปรเจกต์มีแต่คงไม่ถึงขนาดแบบเป็นชุดว่ายน้ำ ไม่แน่ แต่ว่ารู้สึกว่าตอนนี้ไม่ได้รู้สึกว่าอยากถ่ายอะไรแบบที่เป็นชุดว่ายน้ำขนาดนั้นคือมันมี 2 แง่ 2 งานไง โชว์บอดี้ ก็ถือว่าโชว์เยอะแล้วนะ ในงานแสดง เดี๋ยวในธี่หยดก็เห็นเยอะเหมือนกันนะครับ เตรียมเมาร่องเอว ขายของเกิน ไม่หรอก ไปดูหนังดีกว่า ดูหนัง”