เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 69 น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร นำคณะกรรมาธิการฯ ประชุมหารือร่วมกับอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมบัญชีกลาง และสำนักงบประมาณ ณ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อเร่งรัดการจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากช้างป่า ซึ่งที่ผ่านมาประสบปัญหาความล่าช้าต้องรอคอยนานกว่า 6 เดือน โดยการหารือครั้งนี้ได้ข้อยุติที่เป็นรูปธรรมคือ การลดขั้นตอนภายในจาก 45 วัน เหลือ 30 วัน หรือเร็วขึ้น 15 วัน

น.ส.กุลวลี กล่าวว่า ช่วงปี 2566-2569 มีคำขอเยียวยาในระบบ 1,515 ราย วงเงินรวม 58.94 ล้านบาท แบ่งเป็นกรณีเสียชีวิต 17 ราย พืชผลการเกษตรเสียหาย 1,221 ราย และทรัพย์สินเสียหาย 227 ราย โดยกรมอุทยานฯ ขอรับงบกลางแล้ว 4 ครั้ง แต่จ่ายถึงประชาชนแล้วเพียงครั้งแรก 70 ราย วงเงิน 7.39 ล้านบาท ขณะที่ครั้งที่ 2-4 รวม 791 ราย วงเงินราว 39.7 ล้านบาท ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงบประมาณและจัดทำเอกสารโครงการ คงค้างราว 51.6 ล้าน
น.ส.กุลวลี กล่าวว่า แม้จะได้รับงบประมาณปี 2570 เพิ่มอีก 10 ล้านบาท แต่เมื่อคำนวณแล้วยังคงมียอดเงินที่ค้างจ่ายประชาชนอยู่อีกราว 41.6 ล้านบาท ซึ่งเป็นคำขอที่ผ่านการตรวจสอบความเสียหายเรียบร้อยแล้ว จึงขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เร่งหากลไกจัดหางบประมาณมาจ่ายส่วนที่ค้างโดยเร็ว พร้อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำหนังสือชี้แจงข้อจำกัดและข้อเสนอ เพื่อให้คณะกรรมาธิการฯ นำไปหารือกับผู้บริหารระดับสูงและผู้มีอำนาจตัดสินใจ

ประธาน กมธ.การที่ดินฯ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังพิจารณาข้อเสนอให้กรมอุทยานฯ มีวงเงินทดรองราชการเพื่อจ่ายเยียวยาไปก่อนและขอเงินชดใช้ภายหลัง ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนการรอจัดสรรงบประมาณ แต่กรมบัญชีกลางระบุว่าการแก้ไขระเบียบมีข้อจำกัด ขณะที่สำนักงบประมาณชี้แจงว่าการใช้งบกลางต้องพิจารณาจัดลำดับความเร่งด่วนของภารกิจต่าง ๆ ของประเทศ
“ดิฉันเข้าใจข้อจำกัดของทุกหน่วยงาน และขอขอบคุณท่านอธิบดีที่ลงมือลดขั้นตอนทันที 15 วัน ที่ลดได้อาจดูเป็นตัวเลขไม่มาก แต่สำหรับครอบครัวที่กำลังเดือดร้อนมีความหมายมาก และดิฉันยังไม่ถอย เพราะยังมีเงินค้างจ่ายอีกกว่า 41.6 ล้านบาท ที่พี่น้องประชาชนรออยู่ และจะติดตามจนกว่าจะจ่ายครบทุกราย” น.ส.กุลวลี กล่าว
น.ส.กุลวลี กล่าวทิ้งท้ายว่า กมธ.การที่ดินฯ จะเดินหน้าใน 3 เรื่องควบคู่กัน คือ 1.เร่งรัดให้จัดหางบประมาณมาจ่ายส่วนที่ค้างให้ครบ และผลักดันกลไกการเงินที่จ่ายเยียวยาได้เร็วขึ้นอย่างเป็นระบบ 2.ลดขั้นตอนการทำงานในจุดที่ทำได้ทันที และ 3.ยกระดับระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยล่วงหน้า เพราะการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายย่อมดีกว่าการตามเยียวยาภายหลัง.



