เรื่องฮั้ว สว. ใกล้ถึงบทสรุป นายณรงค์ รักร้อย กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงคดีฮั้ว สว. ว่า กกต. จะมีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาหรือไม่ ในวันที่ 14 ก.ย. จริง กกต. พิจารณาไปหมดแล้วเมื่อวันที่ 28 ส.ค. พิจารณาทุกสํานวนที่เป็นปัญหาของ สว. และทาง กกต. มีมติเป็นเอกฉันท์ เพราะตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่เราทำ เราพิจารณามาโดยตลอด ที่ภาคประชาชนหรือฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ออกมาเคลื่อนไหว ก็เป็นสิทธิที่เขาสามารถที่จะทำได้ ย้ำว่าต้องว่าไปตามข้อกฎหมาย ตามระเบียบแบบแผน มีข้อกฎหมายอยู่ ไม่เคยมีอะไรกดดัน ขอให้มั่นใจครับ มั่นใจพวกเรา กกต. ทั้ง 7 คน

มติเอกฉันท์ ไม่ได้หมายความว่า ส่งศาล ต้องลุ้นว่า กกต. จะส่งหรือไม่ส่ง
“นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย เหมือนจะ “ยืมมือด่า” ไม่วิจารณ์ที่ “สส.ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อ้างหลักฐานมีฮั้ว สว. เมื่อครั้งที่ สส.ไอติม ไปถกกับ นภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในรายการกรรมการข่าวคุยนอกจอ นายกฯ โพสต์เฟซบุ๊กโดยแชร์เนื้อหาจาก 2 บัญชี ซึ่งแสดงความเห็นถึงการไปออกรายการ โพสต์หนึ่งมาจากบัญชี “กวีเหลวไหลแท้” ชื่นชมการตอบของนภินทร ขณะที่นายพริษฐ์มีนิสัยได้ฟังอะไรมานิดหน่อยก็รีบไปขยายผลต่อโดยไม่ตรวจสอบให้แน่ชัดรอบด้านก่อน ซึ่งเป็นพฤติกรรมหมู่ของสมาชิกพรรคส้มมายาวนาน
อนุทิน แชร์โพสต์ดังกล่าว พร้อมเขียนข้อความภาษาอังกฤษว่า “Iron doesn’t melt. Ice cream does.” ซึ่งแปลว่า “เหล็กไม่ละลาย แต่ไอศกรีมละลาย” สื่อความหมายเชิงเปรียบเทียบถึงชื่อเล่น “ไอติม” ของพริษฐ์

นายกฯ ยังแชร์โพสต์ของบัญชี Anake Chongsathien หัวข้อ ทำไม “ไอติม” จึงแพ้น็อก “นภินทร” โดยผู้โพสต์วิจารณ์ว่า ตลอดการสนทนา ฝ่ายหนึ่งตอบด้วยข้อเท็จจริง พยานบุคคล และเอกสารอ้างอิง ขณะที่อีกฝ่ายมีเพียงคำว่า “มีคนบอกมา” “ผมตั้งข้อสังเกต” “ผมไม่ได้กล่าวหา” “นี่คือข้อมูลเท่าที่ผมมี” ตั้งข้อกล่าวหามาเต็มร้อย แต่พอถูกถามหาหลักฐาน ความมั่นใจกลับเหลือไม่ถึงครึ่ง ..การนำคำกล่าวหาของบุคคลหนึ่งมาขยายผล แล้วใช้ถ้อยคำชวนให้สังคมเชื่อไปแล้วว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิด ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน ไม่ได้เรียกว่า “ตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์” มันคือการตั้งธงก่อนหาหลักฐาน
ที่ไอติมตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดผู้ถูกกล่าวหา 9 คน จึงใช้คำชี้แจงคล้ายกัน และเหตุใดจึงใช้ทีมกฎหมายเดียวกัน คำถามคือ แล้วมันผิดกฎหมายข้อไหน? มันคือสิทธิในการต่อสูคดี การใช้ทีมกฎหมายเดียวกันไม่ได้พิสูจน์ว่ารัฐมนตรีเข้าไปเกี่ยวข้อง ถ้าจะโยงให้ถึงรัฐมนตรี อย่างน้อยก็ควรมีหลักฐานแสดงว่าใครเป็นผู้ว่าจ้าง ใครเป็นผู้จ่ายเงิน หรือใครเป็นผู้สั่งการ ไม่ใช่เพียงเห็นเอกสารคล้ายกันแล้วค่อยวาดเส้นประ โยงไปหาคนที่ตนเองอยากกล่าวหา เทคนิคการเมืองแบบคุ้นตา ตั้งข้อกล่าวหาบนเวทีใหญ่ ปล่อยให้สังคมเชื่อมโยงและพิพากษา แต่พอเจ้าตัวถามหาหลักฐาน ก็ถอยกลับมาบอกว่าไม่ได้กล่าวหา เพียงแต่ตั้งข้อสังเกตเท่านั้น กล่าวหาเอง จุดไฟเอง แล้วถอยไปยืนดูคนอื่นเผาแทน

ที่รัฐสภา กลุ่มงานผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดโครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน ประจำปีงบประมาณ 2569 หัวข้อ “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น : ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ” โดย “หัวหน้าเท้ง” นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันว่า หน้าที่ของ กกต. ไม่ใช่การชี้ถูกชี้ผิด แต่กฎหมายเขียนไว้ค่อนข้างชัด ว่า แค่ควรเชื่อได้ว่า มีการโกง สว. เกิดขึ้น หน้าที่ของ กกต. คือการส่งสำนวนต่อไปให้ศาลฎีกา ดังนั้น ก็ถือว่าเป็นโอกาสดีที่ อย่างน้อยๆ กกต. ก็เลื่อนออกไปเป็นวันที่ 14 ก.ย. ก็จะได้ใช้โอกาสในเวทีนี้ ทำให้สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้ ให้เขาปฏิเสธไม่ได้มากยิ่งขึ้น
“อดีต สส.ต๋อม” ชัยธวัช ตุลาธน อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะอดีตผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวว่า เรื่องของการล้มล้างการปกครอง ทำให้ตนเองนึกถึงเหตุการณ์ที่ กกต. ร้องยุบพรรคก้าวไกลว่าล้มล้างการปกครอง กรณีการหาเสียงทำนโยบายเสนอแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 ซึ่งเป็นฟ้ากับเหวกับสิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ เพราะวันนั้น กกต.ใหญ่ไม่รอความเห็น ไม่รอสำนวน จากคณะไต่สวนและสืบสวนของ กกต. พร้อมอ้างว่า มีความปรากฏแล้ว ไม่ต้องรอกระบวนการตามขั้นตอนก็ได้ กกต.ใหญ่ สามารถพิจารณา และส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้เลย

จึงตั้งคำถามว่าเรื่องโกง สว. มีความปรากฏหรือไม่ ซึ่งมีความปรากฏ ตั้งแต่ที่เมืองทองธานีแล้ว ทำไมความปรากฏจึงช้า ซึ่งจะรอดูว่าวันที่ 14 ก.ย. จะเป็นอย่างไร คดีฮั้ว สว. โกง สว. จะเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้สังคมไทยเห็นว่า เราจำเป็นจะต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เร็วที่สุด
ตั้งแต่ปี 49 ที่มีการทำรัฐประหาร จนถึงปี 57 ที่มีการทำรัฐประหารอีกรอบ และจนถึงปัจจุบัน คิดว่าเราตระหนักได้แล้วว่า ผู้ที่มีอำนาจ และใช้อำนาจ สร้างปัญหาให้กับสังคมไทยนั้น ไม่ได้มีนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว ดังนั้นเราต้องตรวจสอบกลไกการใช้อำนาจกับทุกคน และทุกองค์กรที่มีอำนาจ คดีโกง สว. เป็นหนึ่งในวิกฤติที่แสดงถึงระบอบประชาธิปไตยของไทยจากภัยคุกคามของระบอบสีน้ำเงิน ที่เป็นพัฒนาการล่าสุดของระบอบการเมือง
ตั้งแต่รัฐประหารปี 57 และมีรัฐธรรมนูญปี 60 เป็นต้นมา รัฐธรรมนูญปี 60 ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เป็นกลไกตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ แต่ถูกออกแบบมา เพื่อเป็นกลไกในการกำกับควบคุมสภาผู้แทนราษฎร และฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้ง กำกับควบคุมอำนาจที่มาจากประชาชนให้เชื่องต่อผู้มีอำนาจในระบอบสีน้ำเงิน ดังนั้น จึงไม่แปลกว่ากลไกเหล่านี้ จะทำงานบ้างไม่ทำงานบ้าง เช่น ป.ป.ช. จะเลือกฟ้องนักการเมืองคนไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าตอนนั้นยอมถูกกวาดต้อนมาอยู่กับผู้มีอำนาจหรือไม่ อีกหน้าที่ของ สว. คือการไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในแบบที่ผู้มีอำนาจไม่ต้องการ
“สส.ไอติม” นายพริษฐ์ วัชรสินธุ กล่าวว่า ขอตั้งคำถามว่า หลักฐานที่มีต้องชัดขนาดไหน กกต. ถึงจะสั่งฟ้องได้ มันถึงขั้นที่ต้องเห็นสลิปการโอนเงินต่างๆ เลยหรือไม่ หลักฐานที่ชัดเจนในขั้นตอนนี้จะต้องเป็นหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต ดังนั้นตามกฎหมาย กกต. มีหน้าที่สั่งฟ้องตามหลักฐานอันควรเชื่อว่ามีการทุจริต อย่าเอามาตรฐานจากศาลมาใช้กับการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. เพราะในอดีต กกต. ยังเคยส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเพียงเพราะเห็นข้อความบนไลน์ไม่กี่ข้อความ

พริษฐ์ กล่าวว่า จากการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับนภินทร ศรีสรรพางค์ มีบางประเด็นที่ทำให้ตนรู้สึกสงสัยที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม โดยเฉพาะกรณีที่มีการรวมตัวกันของบุคคลต่างๆ กว่า 10 คนในห้องทำงานของนภินทร ซึ่งตนได้ถามนภินทร ว่ารู้จักกับคนที่มาเป็น สว. ในจังหวัดราชบุรีหรือไม่ เขาบอกว่ารู้จัก 2 คน คนหนึ่งเป็นเจ้าของโรงแรมที่ อ.บ้านโป่ง อีกคนหนึ่ง คอยช่วยเหลือเกี่ยวกับเกษตรกร สิ่งที่สงสัยคือ ทำไมนภินทรไม่พูดตรงๆ ว่ารู้จักสองคนนี้ได้อย่างไร มีคนที่เคยเป็นที่ปรึกษาของตลาดศรีเมือง ซึ่งนภินทรเป็นเจ้าของ มองว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนภินทร
และสุดท้าย ที่ตนถามว่ามีผู้สมัคร สว. คนไหนไปอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ในห้วงเวลาเดียวกับที่มีเหตุการณ์ในห้องทำงานรัฐมนตรี แต่นภินทรกลับตัดบท บอกว่าคนมากระทรวงพาณิชย์เป็น 4-5 พันคนจะเกี่ยวข้องอะไรกับเขา และตนเจาะข้อมูลเพิ่มเติม ก็ได้ชื่อคนที่ไปที่กระทรวงพาณิชย์ ที่ระบุมานั้นไม่ใช่จะชี้ว่าใครถูกใครผิด แต่เพื่อจะบอกว่าหลักฐานทั้งหมดเป็นหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต
มีข้อมูลว่ามี สว. จำนวน 40 คนที่ปรากฏพิกัดโทรศัพท์อยู่ในบริเวณโรงแรมพูลแมนในวันวันที่ 21 ก.ค. 67 ซึ่ง 40 ชื่อนี้อยู่ใน 229 คนที่คณะกรรมการชุดที่ 26 สั่งฟ้อง นี่คือหลักฐานที่น่าจะอยู่ในมือของ กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว เราเอาจิ๊กซอว์แต่ละชิ้นมารวมกัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าตกลงแล้วกระบวนการโกง สว. มีอยู่จริงหรือไม่ และเชื่อว่า ถ้าหน่วยงานมีหลักฐานนี้อยู่ในมือ ก็เชื่อว่าหลักฐานเพียงพอให้ กกต. ตัดสินใจสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาไปที่ศาล

“สส.ผึ้ง” พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน กล่าวถึงเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่าง สว.อุทัยธานี กับบ้านใหญ่อุทัยธานี มีประวัติโทรฯ หากัน ยืนยันว่า การปรากฏประวัติโทรศัพท์ระหว่างการเลือก สว. ไม่ได้มีความผิด แต่แสดงให้เห็นเครือข่ายความสัมพันธ์ ในเอกสารบางชิ้น พบว่า รายการบุคคลที่ได้เป็น สว. ในจังหวัดอุทัยธานี และบุคคลที่เกี่ยวข้อง เคยไปร่วมอยู่ในสถานที่ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นที่จัดทำโพยที่รีสอร์ทใน จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนที่จะถึงการเลือก สว. ระดับประเทศ ซึ่งเข้าใจว่าเจ้าของสถานที่ใกล้ชิดกับนายกฯ และกลุ่มพรรคการเมือง พรรคภูมิใจไทย
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลปรากฏว่า หลังจากการประชุมจัดทำโพย ได้มีการแจกเงินสดให้กับผู้เข้าร่วม คนละ 20,000 บาท พร้อมแจ้งว่าหากผลคะแนนเป็นไปตามโพย ก็จะได้รับเพิ่มอีก 80,000 บาท และหากสามารถทำให้มีผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็น สว. เกิน 120 คน จะได้อีกคนละ 100,000 บาท.
“ทีมข่าวการเมือง”



