ความล้มเหลวในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับแคนาดา จนนำไปสู่การตั้งกำแพงภาษีตอบโต้กันในระดับสูง ไม่ได้เป็นเพียงรอยร้าวระหว่างสองพันธมิตรในอเมริกาเหนือ แต่กำลังสร้างแรงกระเพื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด เช่น ยานยนต์ เหล็ก อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเกษตร
ขณะที่สหรัฐเริ่มใช้มาตรการภาษี 50% กับสินค้าบางรายการจากแคนาดา และแคนาดาประกาศตอบโต้ด้วยอัตรา 15% 25% และ 50% สำหรับสินค้าสหรัฐบางกลุ่ม มีผลตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย. นี้
ความขัดแย้งดังกล่าวทำให้แคนาดาต้องเร่งกระจายความเสี่ยงทางการค้าออกจากตลาดสหรัฐ โดยหันมาให้ความสำคัญกับเอเชียมากขึ้น รัฐบาลแคนาดากำลังเร่งการเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ขณะที่ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจกับอินโดนีเซียได้ลงนามแล้ว และการเจรจาความตกลงกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เสร็จสิ้น เมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมา แม้บางข้อตกลงยังอยู่ระหว่างกระบวนการให้มีผลบังคับใช้ก็ตาม
การเปิดตลาดเหล่านี้จะเพิ่มช่องทางให้สินค้าเกษตร พลังงาน แร่สำคัญ และเทคโนโลยีของแคนาดาเข้าสู่ตลาดเอเชียมากขึ้น
สำหรับเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอาจกลายเป็นทั้งความท้าทายและโอกาส เมื่อห่วงโซ่การผลิตในอเมริกาเหนือต้องปรับตัว ผู้ประกอบการอาจมองหาแหล่งผลิตชิ้นส่วนและวัตถุดิบจากภูมิภาคอื่นมากขึ้น ซึ่งอาเซียนมีศักยภาพจากฐานการผลิตที่หลากหลายและเครือข่ายการค้าในภูมิภาค กระแสการย้ายฐานการผลิตและการเบนเข็มคำสั่งซื้อ จึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม โอกาสดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าสินค้าเอเชียจะเข้าสู่ตลาดอเมริกาเหนือได้โดยอัตโนมัติ เพราะมาตรการด้านถิ่นกำเนิดสินค้าและการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานมีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น
ขณะเดียวกัน เอเชียยังต้องรับมือกับความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก หากความขัดแย้งยืดเยื้อจนกระทบการค้าและการลงทุน ความผันผวนของค่าเงินและการเคลื่อนย้ายเงินทุนอาจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
นอกจากนี้ หากสินค้าที่ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดสหรัฐ และแคนาดาได้ถูกเบนเข้าสู่ตลาดเอเชีย ก็อาจเกิดภาวะสินค้าล้นตลาดและกดดันผู้ผลิตในประเทศ ขณะเดียวกัน สหรัฐอาจเพิ่มแรงกดดันต่อประเทศเอเชีย ที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐในระดับสูงด้วย
สำหรับผู้ส่งออกไทย สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนจากการตั้งรับเป็นการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก โดยต้องตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าและสัดส่วนวัตถุดิบภายในประเทศอย่างละเอียด พร้อมจัดเตรียมหลักฐานเกี่ยวกับเกณฑ์สัดส่วนมูลค่าการผลิตในภูมิภาค หรือ อาร์วีซี (Regional Value Content – RVC) และกระบวนการผลิตที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของสินค้า เพื่อป้องกันข้อกล่าวหาเรื่องการสวมสิทธิ โดยเฉพาะสินค้าที่มีห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับจีน
ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการไทยควรใช้จังหวะที่ตลาดอเมริกาเหนือเกิดช่องว่างจากมาตรการภาษี เร่งนำเสนอสินค้าเกษตร อาหาร ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม และสินค้าอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเข้าไปทดแทนสินค้าบางส่วน แต่ต้องเตรียมพร้อมรับมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี เช่น มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร การรับรองจากหน่วยงานสหรัฐ ตลอดจนข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและแรงงาน
อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกไทยไม่ควรพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป การสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า การพัฒนามาตรฐานการผลิต และการกระจายตลาดไปยังอาเซียน ตะวันออกกลาง และยุโรป จะช่วยลดความเสี่ยงจากสงครามการค้าได้มากขึ้น
ท่ามกลางการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานโลกครั้งใหม่ ประเทศไทยจึงต้องเร่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อเปลี่ยนความผันผวนทางการค้าให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว.
ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



