เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์ วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช วิเคราะห์ความเคลื่อนไหว กรณีข้อกล่าวหาคดีฮั้วในการเลือกสว. ว่า ต้องมองแยกกัน ระหว่างกระบวนการตรวจสอบทางกฎหมาย กับยุทธศาสตร์การต่อสู้ทางการเมือง โดยพรรคประชาชนและเครือข่าย กำลังใช้ประเด็นดังกล่าว เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญ เพื่อสร้างและตอกย้ำ วาทกรรม “ระบอบสีน้ำเงิน” เชื่อมโยง สว. องค์กรอิสระ และบุคคลบางส่วน เข้ากับพรรคภูมิใจไทย เป้าหมายทางการเมืองคือ การดิสเครดิตพรรคแกนนำรัฐบาล และสร้างภาพอีกด้าน ขึ้นมาหักล้างจุดแข็งของพรรคภท.โดยเฉพาะภาพด้านความมั่นคง และผลงานของรัฐบาล ด้วยการตั้งคำถามว่า พรรคสีน้ำเงิน กำลังขยายอำนาจ หรือกินรวบประเทศหรือไม่
“ถ้าจะทำให้คำว่าระบอบสีน้ำเงินมีน้ำหนัก ก็ต้องมีประเด็นมาหล่อเลี้ยง หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องฮั้ว สว. เพราะฉะนั้นเกมของการจุดประเด็นเรื่องฮั้ว สว. คือเกมที่จะมาดิสเครดิต แล้วเสริมคำว่าระบอบสีน้ำเงิน”นักวิชาการ กล่าวและว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าวสามารถจุดกระแสบนโลกออนไลน์ ได้ในระดับหนึ่ง เพราะพรรคปชน.มีความแข็งแรง ด้านการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย เมื่อประเด็นหนึ่งได้รับความสนใจ ระบบอัลกอริทึมก็มีส่วน ทำให้ผู้ใช้ได้รับเนื้อหา ในทิศทางเดียวกันซ้ำๆ จนเกิดความรู้สึกว่าเป็นกระแสขนาดใหญ่ แต่ในโลกจริง ยังต้องรอการพิสูจน์ อย่างไรก็ตาม กระแสทางการเมืองในโลกออนไลน์ กับน้ำหนักของหลักฐานทางกฎหมาย เป็นคนละเรื่องกัน
ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวอีกว่า สำหรับข้อมูลที่มีการเปิดเผยออกมาไม่ว่าจะเป็นการติดต่อทางโทรศัพท์ หรือข้อมูลที่ถูกระบุว่าเป็นหลักฐานการโอนเงินนั้น ตนในฐานะนักวิชาการยังไม่สามารถฟันธงได้ เพราะเป็นข้อมูลที่เห็นผ่านสื่อ และยังไม่ได้ตรวจสอบต้นฉบับหลักฐานด้วยตนเอง
“หลักฐานที่แม้จะหลุดออกมาทางหน้าสื่อ แล้วบอกว่าเป็นหลักฐานการโอนเงิน แต่ผมไม่เห็นกับมือ ผมเห็นผ่านสื่อ เพราะฉะนั้นถ้าให้ผมเชื่อ 100% นักวิชาการอย่างผมตัดสินใจเชื่ออย่างนั้นไม่ได้”
ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวอีกว่า หากท้ายที่สุดหลักฐานเหล่านั้น เป็นของจริง และสามารถพิสูจน์ความเชื่อมโยงได้ ก็อาจสร้างปัญหาให้กับบุคคลบางรายที่เกี่ยวข้อง แต่ต้องแยกให้ชัด ระหว่างการกระทำของสมาชิก หรือบุคลากรบางคน กับการกระทำในนามพรรคการเมือง การจะทำให้คดีขยายผลไปถึงตัวพรรค จำเป็นต้องมีหลักฐานพิสูจน์ ให้ได้ว่าเป็นมติพรรค มีการสั่งการจากส่วนกลาง หรือมีการดำเนินการ อย่างเป็นระบบในนามของพรรค ไม่ใช่เพียงพบว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นสมาชิก เคยเป็นผู้สมัคร หรือมีความสัมพันธ์กับพรรคการเมือง
“ถ้าให้ผมฟันธง ณ วินาทีนี้ ผมคิดว่ามันจะไม่ไปถึงเชื่อมโยงกับโครงสร้างพรรค แต่ถ้าจะเชื่อม จะเชื่อมเฉพาะบุคลากรบางคนของบางพรรคเท่านั้น”
ส่วนคำถามว่าหลักฐานที่ปรากฏขณะนี้หนักแน่น ถึงขั้นสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อรัฐบาลหรือไม่ ผศ.ดร.เชษฐา มองว่า ยังไม่ถึงระดับนั้น เนื่องจากข้อมูลหลายส่วนยังเป็นการนำพยาน คำให้การ การติดต่อ หรือความสัมพันธ์ของบุคคลมาร้อยเรียงเชื่อมโยงกัน ขณะที่รายละเอียดสำคัญยังต้องผ่านการพิสูจน์



