ศึกเลือกตั้ง 4 สนาม เป็นภาพสะท้อนดุลอำนาจระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลอย่าง “เพื่อไทย” กับ “ภูมิใจไทย” ได้เป็นอย่างดี ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสนามเลือกตั้งพื้นที่โซนภาคอีสาน ซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย

โดยเฉพาะชัยชนะล่าสุดของค่ายสีน้ำเงิน ในศึกเลือกตั้งซ่อม สส.อุดรธานี เขต 3 เมื่อวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา ผลปรากฎว่า “อธิการ แก้วเครือศรี” ว่าที่สส.ป้ายแดงอุดรธานี มีดีกรีเป็นลูกเขย “หรั่ง-ธุระพล” อดีต สส.พรรคภูมิใจไทย มีฐานเสียงการเมืองท้องถิ่นในอำเภอเพ็ญอย่างแน่นหนา สนามนี้ถือเป็นเวทีที่ผลการแข่งขันแทบจะคาดเดาได้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มก้าวเข้าคูหา  เพราะคู่แข่งหลัก 2 ราย คือ “ขจิตร ชัยนิคม” จากพรรคประชาธิปไตยใหม่ อดีต สส.อุดรธานี 5 สมัยและอดีต สส.พรรคเพื่อไทย และ “อธิการ แก้วเครือศรี” ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย ขณะที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจไม่ส่งผู้สมัครลงแข่งขัน เช่นเดียวกับพรรคประชาชนในฐานะแกนนำฝ่ายค้าน ยอมถอนตัวไม่ส่งผู้สมัครลงชิงชัยเช่นกัน 

โดย”แม่ทัพใหญ่สีน้ำเงิน” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ประกาศชัยชนะ พร้อมกราบขอบพระคุณพี่น้องชาวอุดรธานีที่ยังคงมอบ สส.ให้พรรคภูมิใจไทย การตัดสินใจของประชาชน ชัดเจนกว่าผลโพลล์และบทวิเคราะห์ของทุกฝ่าย

ต้องถือว่า นี่คือคำสั่งที่แท้จริงของเจ้านายของพวกเรา เราต้องตอบแทนพี่น้องประชาชนที่ให้ความมั่นใจเราด้วยการทำงานให้พวกเขา ด้วยทุกความสามารถที่มีอยู่อย่างทุ่มเท เพื่อคุณภาพชีวิต สิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นโอกาส และทุกเรื่องของประชาชนเป็นเป้าหมายสำคัญของเรา

ขณะที่สนามเลือกตั้งท้องถิ่นที่ต้องจับตา และถือว่าดุเดือดมากที่สุดคือสนามเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี ในวันที่ 20 ก.ย.นี้ ส่งผลให้กลุ่มบ้านใหญ่ “ผึ้งหลวง” จัดทัพใหม่ส่ง “นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ” หลานชายของ ”พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ” หรือ “นายกเด” อดีตนายก อบจ.นนทบุรี ผู้กุมอำนาจบริหารท้องถิ่นยาวนานกว่า 20 ปี ลงสนามแทน แน่นอนว่า

นนทบุรีขึ้นชื่อว่าเป็น “เมืองหลวงสีส้ม” พรรคประชาชนกวาดเก้าอี้ สส. ยกจังหวัดทั้ง 8 เขตได้อย่างเบ็ดเสร็จ และในการเลือกตั้ง อบจ. ครั้งนี้ “เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน ส่ง “เดชรัต สุขกำเนิด” อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลงสนามท้าชน วัด “กระแสส้ม” ชน “ผึ้งหลวง”

ทว่าการต่อสู้ที่นนทบุรีถือเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญว่า “กระแสส้ม” ที่เคยครองแชมป์ในสนามระดับชาติ จะสามารถหักล้างบารมีและฐานคะแนนความผูกพันของกลุ่มผึ้งหลวงในระดับท้องถิ่นได้หรือไม่ 

เพราะบทเรียนจากการเลือกตั้ง อบจ. สองครั้งที่ผ่านมา พรรคส้มเคยกวาดคะแนนหลักแสน แต่ก็ยังพ่ายแพ้ให้กับ “พ.ต.อ.ธงชัย”  ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นคำตอบว่า หากไร้ชื่อของ พ.ต.อ.ธงชัย แล้ว ค่ายสีส้มจะสามารถยึดเมืองท่าน้ำนนท์ได้สำเร็จ หรือกระแสจะอ่อนแรงลงตามที่ถูกสบประมาทไว้หรือไม่

ขณะที่สนามเลือกตั้งท้องถิ่นสุดท้าย คือสนามเลือกตั้งนายก อบจ.ขอนแก่น ในวันที่ 27 ก.ย.นี้ เป็นอีกหนึ่งสนามที่ไม่อาจมองข้าม รีแมตช์ระหว่างผู้สมัครสองขั้วอำนาจ ระหว่าง “พรรคกล้าธรรม” ส่ง วัฒนา ช่างเหลา” อดีตนายก อบจ.ขอนแก่น คนล่าสุด และบุตรชายของ ”เอกราช ช่างเหลา“ ลงสนามรอบนี้ภายใต้การหนุนหลังอย่างเต็มตัวของ ค่ายสีเขียวที่กำลังขยายอิทธิพลทางการเมืองอย่างก้าวกระโดด โดยไม่เกรงใจค่ายใหญ่ ขณะที่อีกฝั่ง

“พงษ์ศักดิ์ ตั้งวานิชกพงษ์”อดีตนายก อบจ.ขอนแก่น 6 สมัย ผู้เป็นตำนานการเมืองท้องถิ่นขอนแก่น  แม้จะไม่ได้รับการเปิดหน้าชูมือจากพรรคการเมืองใดอย่างเป็นทางการ แต่ในทางลึก มีสายสัมพันธ์แน่นหนากับแกนนำพรรคเพื่อไทยในพื้นที่หลายคน รวมถึง “องอาจ ฉัตรชัยพลรัตน์” สส.ขอนแก่น  พรรคภูมิใจไทย ออกตัวแรงประกาศสนับสนุน ขยับเครือข่ายการเมืองระดับท้องถิ่น

ปรากฏการณ์ทางการเมืองจากการเลือกตั้งทั้ง 4 สนามเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนทางการเมืองไทยในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ว่าโครงสร้างบ้านใหญ่ ผูกพันเชิงพื้นที่ และเครือข่ายอุปถัมภ์ยังคงเป็นปราการสำคัญที่ต้องเจาะให้เข้า หากพรรคขนาดกลางคิดเข้ามาแทรกแซงและรบกวนดุลอำนาจเดิมของพรรคการเมืองขนาดใหญ่  เพื่อสถาปนาอำนาจของตัวเองอย่างเบ็ดเสร็จ ดังนั้นการได้ตัวนายก อบจ. หรือ สส. คนใหม่ เป็นเข็มทิศชี้วัดความพร้อม กระแสนิยม และยุทธศาสตร์ของแต่ละพรรคการเมือง ในการเตรียมรับมือสงครามการเลือกตั้งใหญ่ครั้งต่อไปด้วย