ปัจจุบันประเทศไทยมีศักยภาพ และความพร้อมในการผลิตเอทานอลได้อย่างเพียงพอต่อการส่งเสริมการใช้น้ำมัน E20 ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ในประเทศมีรถยนต์และรถจักรยานยนต์จำนวนมากที่สามารถรองรับการใช้น้ำมัน E20 ได้แล้ว แต่ในปัจจุบันการเลือกใช้น้ำมัน E20 ของผู้บริโภคยังคงมีปริมาณไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับศักยภาพการรองรับของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่อยู่ในระดับสูง คือ มีรถยนต์กว่า 4 ล้านคัน และรถจักรยานยนต์อีกประมาณ 80% ที่สามารถใช้น้ำมัน E20 ได้
ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายน้ำมัน E20 ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 5.88 ล้านลิตรต่อวัน หรือคิดเป็น 18% ของปริมาณการใช้น้ำมันในกลุ่มเบนซิน ซึ่งจากการสำรวจพบว่า มีสาเหตุมาจากประชาชนส่วนหนึ่งยังไม่ทราบข้อมูลว่ารถยนต์ของตนเองสามารถเติมน้ำมัน E20 ได้หรือไม่ และยังมีผู้บริโภคอีกบางส่วนที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าน้ำมัน E20 อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของเครื่องยนต์ ทำให้อัตราเร่งไม่ดีเท่าที่ควร หรือมีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่มากกว่าปกติ จึงต้องเร่งทำความเข้าใจ และE 20
ทั้งที่อี 20 ยังมีจุดเด่นในด้านการช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของประชาชนด้วยการใช้มาตรการทางกลไกราคากำหนดให้น้ำมัน E20 มีราคาที่ถูกกว่าน้ำมันเบนซินประเภทอื่น โดยห่างจากแก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 5 บาท โดยปัจจุบัน (31 ส.ค.) อี 20 ราคาลิตรละ 32.69 บาท แก๊สโซฮอล์ 95 ราคาลิตรละ 37.69 บาท ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลแล้ว ยังเป็นพลังงานสะอาดที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคขนส่งได้อย่างเป็นรูปธรรม

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ระบุว่า ได้ขอข้อมูลรุ่นรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ที่รองรับการใช้น้ำมัน E20 จากสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รวมถึงค่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เพื่อนำไปเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบรุ่นรถของตนเองได้อย่างสะดวกรวดเร็ว พร้อมกันนี้ ค่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ยังร่วมยืนยันผลการทดสอบว่าน้ำมัน E20 สามารถใช้งานได้จริงโดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ ต่อเครื่องยนต์ในรถยนต์และรถจักรยานยนต์ทุกรุ่นที่รองรับ

สำหรับในส่วนของการดูแลคุณภาพน้ำมันให้ได้มาตรฐานนั้น กรมธุรกิจพลังงานได้มีการกำกับดูแลอย่างเข้มข้นตั้งแต่โรงกลั่นน้ำมันไปจนถึงสถานีบริการน้ำมัน ผู้บริโภคจึงสามารถมั่นใจคุณภาพของน้ำมันได้อย่างแน่นอน และในส่วนของความพร้อมในการผลิตเอทานอลเพื่อนำมาผลิตน้ำมัน E20 กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานก็ได้ร่วมยืนยันว่าศักยภาพการผลิตเอทานอลเพียงพอต่อความต้องการใช้ในภาคพลังงานสำหรับผลิตเป็นน้ำมัน E20 ขณะที่ทางฝั่งผู้ค้าน้ำมันพร้อมใจกันยืนยันเรื่องความพร้อมในการกระจายน้ำมัน E20 ให้มีจำหน่ายอย่างทั่วถึงในสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ ตลอดจนจะมีการเตรียมออกแคมเปญสิทธิประโยชน์และโปรโมชันส่วนลดพิเศษ เพื่อจูงใจและคืนกำไรให้แก่ประชาชนที่หันมาเติมน้ำมัน E20 อีกด้วย นายสราวุธฯ กล่าว
โดยนายอดิศักดิ์ ชูสุข รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่าปัจจุบัน ประเทศไทยมีโรงงานผลิตเอทานอลเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง 28 แห่ง มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 7 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่มีการใช้จริงประมาณ 3–4 ล้านลิตรต่อวัน หรือคิดเป็น 50–60% ของกำลังการผลิต สะท้อนว่าไทยยังมีศักยภาพในการรองรับความต้องการใช้เอทานอลในภาคเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นได้อีกประมาณ 3–4 ล้านลิตรต่อวัน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความพร้อมในการบริหารจัดการและติดตามสถานการณ์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ปริมาณวัตถุดิบ การผลิต การสำรอง และการจัดส่งเอทานอล เพื่อรองรับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นอย่างเพียงพอ และได้ย้ำว่าทุกลิตรของเอทานอลที่ผลิตและใช้ภายในประเทศ คือการนำทรัพยากรของประเทศไทยมาสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศไทย
สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ประกอบด้วยพันธมิตรค่ายรถยนต์ชั้นนำ 13 แบรนด์ ได้แก่ โตโยต้า ฮอนด้า มาสด้า มิตซูบิชิ ซูซูกิ บีเอ็มดับเบิลยู เมอร์เซเดส-เบนซ์ วอลโว่ บีวายดี ดีพอล ฟอร์ด เกรท วอลล์ มอเตอร์ และจีลี่ ร่วมด้วยค่ายรถจักรยานยนต์ 5 แบรนด์ ได้แก่ ยามาฮ่า ฮอนด้า ซูซูกิ คาวาซากิ และโรยัล เอ็นฟีลด์ พร้อมด้วยผู้ค้าน้ำมันชั้นนำอีก 7 แบรนด์ ได้แก่ พีทีที สเตชั่น บางจาก พีที เซลล์ คาลเท็กซ์ ซัสโก้ และไซโนเปคซัสโก้ ทั้งนี้ ผู้บริโภคที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม หรือตรวจสอบรายชื่อรุ่นรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่รองรับการใช้งานน้ำมัน E20 ได้ที่เว็บไซต์ของกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน www.doeb.go.th



