การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ที่ จ.สงขลา ระหว่างวันที่ 31 ส.ค.-1 ก.ย. 2569 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญทางนโยบายและการเมืองของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการประชุมตามปกติซึ่งจะจัดขึ้นที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในวันที่ 1 ก.ย. 2569 แต่ยังเป็นการปักหมุดยุทธศาสตร์เชิงการพัฒนาและเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ประกอบด้วย สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
การวิเคราะห์วาระการประชุม สภาพการณ์ทางเศรษฐกิจ และแรงกดดันทางการเมืองในพื้นที่ สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลมุ่งใช้กลไก ครม.สัญจร เป็นเวทีปลดล็อกอุปสรรคเชิงโครงสร้าง ผ่านโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระดับเมกะโปรเจกต์ การลงฟังเสียงสะท้อนจากภาคประชาชนและเอกชนใน 4 มิติหลัก ตลอดจนการจัดการข้อขัดแย้งเชิงนโยบายเดิมในพื้นที่อย่างโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ

จุดเด่นสำคัญที่สุดด้านโครงสร้างพื้นฐานในการประชุม ครม.สัญจร ครั้งนี้ คือการจัดพิธีลงนามสัญญาก่อสร้างโครงการสะพานขนาดใหญ่ 2 แห่งในภาคใต้ เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2569 โดยมีนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ร่วมกันเป็นสักขีพยาน ที่โรงแรมบุรีศรีภู จ.สงขลา สำหรับโครงการก่อสร้างสะพานขนาดใหญ่ 2 แห่ง ประกอบด้วย 1.สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา ระยะทาง ประมาณ 7 กิโลเมตร เชื่อมพื้นที่ อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา กับ อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง วงเงินงบประมาณ 4,841 ล้านบาท ซึ่งใช้เงินกู้จากธนาคารโลก 3,290 ล้านบาท 2.สะพานเชื่อมเกาะลันตา ระยะทาง 2.2 กิโลเมตร เชื่อมพื้นที่ ต.เกาะกลาง กับ ต.เกาะลันตาน้อย อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ วงเงินงบประมาณ 1,854 ล้านบาท โดยทั้ง 2 โครงการนี้มูลค่ารวมกว่า 6,690 ล้านบาท และมีบริษัท CHEC Construction (M) Sdn Bhd เป็นผู้รับจ้างก่อสร้าง สะพานเหล่านี้ได้รับการออกแบบเพื่อลดระยะเวลาเดินทาง เพิ่มความปลอดภัย และกระตุ้นการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน


นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม.สัญจร ยังเตรียมพิจารณาเร่งรัดโครงการคมนาคมเชิงยุทธศาสตร์อื่น ๆ ได้แก่ การพัฒนาท่าเรือน้ำลึกสงขลาและท่าเรือน้ำลึกปัตตานี การศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างสนามบินยะลา การขยายโครงข่ายมอเตอร์เวย์ การผลักดันโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ (Southern Connect) และการยกระดับปรับปรุงด่านชายแดนสู่ระบบด่านตรวจอัจฉริยะ เพื่อลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์และส่งเสริมการค้าชายแดนกับประเทศมาเลเซียอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ ก่อนหน้าการประชุม ครม.สัญจร อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 30 ส.ค. 2569 ได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย พื้นที่สงขลา โดยรวบรวมตัวแทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จำนวน 171 คน เพื่อสรุปกรอบข้อเสนอเชิงนโยบายจำแนก เป็น 4 มิติ นำเสนอให้ ครม. อนุมัติงบประมาณและปลดล็อกอุปสรรคทางกฎหมาย
โดย มิติด้านเศรษฐกิจ มีข้อเสนอเรื่องสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ระยะยาว และมาตรการภาษีจูงใจนักลงทุน, การปรับปรุงข้อบังคับผังเมืองรวมที่เป็นอุปสรรคต่อการตั้งโรงงานแปรรูป, การแก้ไขกฎหมายประมงล้าสมัย เพื่อช่วยเหลือประมงพื้นบ้านและพาณิชย์ รวมถึงการผลักดันให้ จ.สงขลา เป็นศูนย์กลาง MICE และส่งเสริมการท่องเที่ยว Gastronomy
มิติด้านสังคม มีข้อเสนอผลักดันนโยบายนำเด็กนอกระบบกลับเข้าเรียน, การส่งเสริมการ Upskill/Reskill แรงงานท้องถิ่นให้ตรงความต้องการตลาด, การแก้ปัญหาความแออัดของโรงพยาบาลศูนย์ และเพิ่มศูนย์บำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด และการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐเพื่อนำมาจัดทำที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย
มิติด้านความมั่นคง มีข้อเสนอทั้งการผลักดันการสร้างรั้วชายแดนไทย-มาเลเซีย เพื่อสกัดของเถื่อนและการเข้าเมืองผิดกฎหมาย, การติดตั้งระบบด่านตรวจอัจฉริยะ (Smart Checkpoint), การพัฒนางานข่าวกรองป้องกันเยาวชนจากการตกเป็นแนวร่วมความไม่สงบ การให้กระทรวงการต่างประเทศสร้างความเข้าใจกับนานาชาติเพื่อเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน
มิติด้านจัดการภัยพิบัติ มีข้อเสนอเรื่องบูรณาการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ ขุดลอกคลอง และสร้างแก้มลิง, การพัฒนาระบบเตือนภัยพิบัติแบบเรียลไทม์, การปรับระเบียบการใช้ “เงินยับยั้งป้องกันภัยพิบัติ” ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นำไปใช้ป้องกันล่วงหน้าได้ และการติดตามความคืบหน้างบกลาง 843 ล้านบาท ที่อนุมัติฟื้นฟูอุทกภัย 5 จังหวัดชายแดนใต้

บรรยากาศทางการเมืองรอบการประชุม ครม.สัญจร ณ จังหวัดสงขลา ค่อนข้างคึกคักและเต็มไปด้วยการตั้งคำถามจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นความขัดแย้งเรื่องนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ตัวแทนรัฐบาลได้ทำความเข้าใจแก่ประชาชนในพื้นที่ว่า การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) สำหรับพื้นที่สงขลา-ปัตตานี ถือเป็นเพียงกรอบเชิงยุทธศาสตร์ สำหรับการตัดสินใจเชิงนโยบายเท่านั้น ไม่ใช่การอนุมัติไฟเขียวให้ดำเนินโครงการทันที โดยรัฐบาลยืนยันจะพิจารณาบนพื้นฐานของข้อมูลข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และประโยชน์สูงสุดของประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ
ขณะเดียวกัน การประชุม ครม.สัญจรครั้งนี้ ถูกใช้เป็นเวทีสื่อสารวัฒนธรรมและซอฟต์พาวเวอร์ของภาคใต้ตอนล่างอย่างเป็นระบบ เพื่อผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวระดับสากล รัฐบาลประกาศพร้อมสนับสนุนการผลักดัน “ย่านเมืองเก่าสงขลา” เข้าสู่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) เพื่อสร้างคุณค่าทางประวัติศาสตร์ พหุวัฒนธรรม และต่อยอดไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ผ่านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
การประชุม ครม.สัญจรที่ จ.สงขลา ครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมสร้างภาพลักษณ์ทางการเมืองในภูมิภาค แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนนโยบายในการพัฒนา พร้อมกับแก้ไขวิกฤติโครงสร้างเศรษฐกิจและความมั่นคงใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะเดียวกัน ความท้าทายหลังจากนี้จึงตกอยู่ที่การติดตามผลข้อสั่งการและการเบิกจ่ายงบประมาณให้โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การเดินทางลงพื้นที่ ครม.สัญจร ครั้งนี้สามารถเปลี่ยนข้อเสนอในกระดาษไปสู่การปฏิบัติที่เกิดผลสัมฤทธิ์จริงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาคใต้ตอนล่างอย่างยั่งยืน.



