เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 31 ส.ค. ที่ศาลากลางจังหวัดสงขลา พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคง ภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวถึงการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธาน ว่า ถือเป็นโอกาสที่ดีในการรับฟังเสียงจากผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นว่าต้องการอะไร โดยนายกฯก็พูดคุย และรับฟังเรื่องดังกล่าว ซึ่งหลังจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะไปดำเนินการต่อ
เมื่อถามว่า แนวโน้มการหารือเป็นอย่างไร พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับภาคเศรษฐกิจ ที่คนในพื้นที่ต้องการสิ่งที่ขาดหายไปในบางเรื่อง หรือบางจุดที่มีความต้องการรับการสนับสนุนจากส่วนกลาง ซึ่งนายกฯ รัฐมนตรี และส่วนที่เกี่ยวข้องก็รับเรื่องที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ ในส่วนของกองทัพจะดูแลเรื่องความปลอดภัย พร้อมย้ำว่า ไม่ได้หารือถึงการพูดคุยสันติสุข ส่วนการกำหนดการเป็นไปตามเดิมหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับหัวหน้าการพูดคุย ซึ่งต้องว่าไปตามกำหนดการ
เมื่อถามว่า มีการพูดถึงกรอบของฝ่ายความมั่นคงสามารถขีดเส้นไว้ที่จุดใดได้บ้าง พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ยัง ขอหารือกันก่อน แต่เบื้องต้นการประชุมวันนี้ถือว่าราบรื่นดี สามารถทราบข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะ
เมื่อถามว่า มีการการันตีหรือไม่ว่าจะไม่เกิดเหตุขึ้นอีก พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ไม่มี เป็นการพูดคุยถึงภาคเศรษฐกิจ และสังคม
เมื่อถามว่า วันนี้ตรงกับวันชาติมาเลเซีย ฝ่ายความมั่นคงประเมินสถานการณ์หรือไม่ ว่าอาจจะมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า เราระมัดระวังอย่างเต็มที่ และจากการที่พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ลงพื้นที่ก็ได้กำชับให้เปลี่ยนแปลงแนวทาง เปลี่ยนยุทธวิธี พร้อมยอมรับว่า ยังมีบางพื้นที่ที่มีความกังวล แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากเป็นเรื่องของความมั่นคง ซึ่งต้องจับตาแต่ละพื้นที่
เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ ออกมาให้สัมภาษณ์ในเชิงตำหนิถึงความบกพร่องในเรื่องการข่าว พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ฝ่ายการข่าวก็มีการแจ้งเตือนมา แต่อาจเหมือนที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ เคยระบุว่า อาจจะไม่ได้ระบุเฉพาะเจาะจง จึงทำให้การนำข้อมูลการข่าวไปใช้ของหน่วยอาจจะลำบาก ซึ่งหลังจากนี้การวิเคราะห์ของหน่วยจะต้องมีมากขึ้น และต้องร่วมมือกันกับทุกภาคส่วนให้มากขึ้น



