สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 31 ส.ค. ว่าคณะอนุญาโตตุลาการถาวร ณ กรุงเฮก ออกคำชี้ขาด ว่าอินเดียไม่มีสิทธิระงับสนธิสัญญาแม่น้ำสินธุฝ่ายเดียว และต้องระงับการดำเนินงานในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ที่กำลังก่อสร้างในภูมิภาคแคชเมียร์


ทั้งนี้ อินเดียระงับสนธิสัญญาดังกล่าวฝ่ายเดียว เมื่อเดือนเม.ย. 2568 ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ หลังอินเดียระบุว่า คนร้ายอย่างน้อย 2 ใน 3 คน จากการก่อเหตุเหตุโจมตีแหล่งท่องเที่ยวในแคชเมียร์ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 26 ราย เป็นชาวปากีสถาน


อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอิสลามาบัดยืนกรานว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว ปากีสถานจึงยื่นดำเนินคดี หลังอินเดียเริ่มเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำของโครงการพลังน้ำ 2 แห่งในแคชเมียร์ ซึ่งฝ่ายปากีสถานมองว่า คือก้าวแรกอย่างเป็นรูปธรรมของอินเดีย ที่จะดำเนินการนอกกรอบข้อตกลง ซึ่งลงนามร่วมกันเมื่อปี 2503


สนธิสัญญาฉบับนี้มีความสำคัญต่อปากีสถาน เนื่องจากเป็นแหล่งน้ำบริเวณนี้มีความสำคัญสำหรับพื้นที่เกษตรกรรมราว 80% ของประเทศ


คำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการถาวรเน้นย้ำว่า สนธิสัญญายังคงมีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ และอินเดียไม่มีเหตุผลอันชอบธรรมที่จะยุติหรือระงับข้อตกลง พร้อมย้ำว่าอินเดียต้องปฏิบัติตามพันธกรณี โดยเฉพาะข้อกำหนดด้านการออกแบบและการเดินเครื่องโครงการพลังน้ำบนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสินธุ


อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศอินเดียออกแถลงการณ์ว่า คณะอนุญาโตตุลาการถาวรไม้มีอำนาจในเรื่องนี้อย่างสิ้นเชิง และยืนยันว่า คำวินิจฉัยนี้จะไม่ส่งผลต่อการดำเนินโครงการใดก็ตามของรัฐบาลนิวเดลี


อนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญอิสระซึ่งธนาคารโลก ( เวิลด์แบงก์ ) แต่งตั้ง จะวินิจฉัยภายในเดือนก.ค. 2570 ว่าโครงการเป็นไปตามสนธิสัญญาหรือไม่ โดยในระหว่างนี้ อินเดียจะไม่สามารถก่อสร้างกำแพงเขื่อนและโครงสร้างรับน้ำของโครงการรัตเลเกินกว่าระดับที่กำหนด จนกว่าจะพ้น 90 วันหลัง มีคำวินิจฉัยจากผู้เชี่ยวชาญ.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES