เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ จ.สงขลา นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานในสังกัดและผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและกีฬาในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) เพื่อเตรียมความพร้อมและรวบรวมประเด็นปัญหาข้อเสนอแนะ เพื่อเสนอให้ที่ประชุมครม.สัญจร ในวันที่ 1 ก.ย.69
โดยปัญหาเร่งด่วนที่กระทบต่อการท่องเที่ยวที่ภาคเอกชนเสนอมา ทั้งความไม่สะดวกบริเวณด่านชายแดน แม้ด่านสะเดาแห่งใหม่จะมีช่องทางเข้า-ออกถึง 22 ช่อง มีอุปกรณ์พร้อมแต่ขาดแคลนบุคลากร ทำให้เกิดปัญหาความล่าช้า รวมทั้งยังมีปัญหาคอขวดจากฝั่งมาเลเซียที่บีบช่องจราจรเหลือเพียงเลนเดียว
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเส้นทางเชื่อมต่อด่านเก่าและด่านใหม่ระยะทาง 1.2 กิโลเมตรที่ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ทำให้นักท่องเที่ยวสับสน ซึ่งจะมีการเสนอให้เร่งรัดการก่อสร้าง จัดทำป้ายบอกทางขนาดใหญ่ และเสนอระบบลงทะเบียนออนไลน์ล่วงหน้า (ตม.2) เพื่อความรวดเร็ว

สำหรับจังหวัดสตูล มีข้อเรียกร้องสำคัญจากภาคเอกชนในการขอขยายเวลาปิดด่านชายแดนวังประจัน จะ.สตูล จากเดิม 18.00 น. เป็น 20.00 น. ให้สอดคล้องกับเวลาของประเทศมาเลเซีย เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้ามารับประทานอาหารเย็นและท่องเที่ยวระยะสั้นได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเวลาปิดด่าน
นอกจากนี้ ยังเตรียมหารือกับกระทรวงคมนาคมเรื่องบันทึกความเข้าใจ (MOU) การขนส่งข้ามแดน ซึ่งผู้ประกอบการไทยเรียกร้องความตกลงแบบต่างตอบแทน เพื่อความเป็นธรรม เนื่องจากปัจจุบันรถบัสมาเลเซียเข้ามาได้ แต่รถบัสไทยกลับเข้าฝั่งมาเลเซียไม่ได้
ไฮไลต์สำคัญคือการใช้นโยบายกีฬานำการท่องเที่ยวซึ่งประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ชื่นชอบกีฬามาก จึงต้องใช้มิตินี้เป็นแม่เหล็กดึงดูดคน โดยจะเสน ครม. คือการของบกลางหรือเร่งรัดงบผูกพันงบประมาณปี 71 เพื่อเร่งก่อสร้างสนามกีฬา จ.นราธิวาสให้แล้วเสร็จ หลังถูกทิ้งร้างและก่อสร้างค้างคามาตั้งแต่ปี 53 หรือกว่า 10 ปี ซึ่งเป็นนโยบายตรงจากนายกรัฐมนตรีที่ต้องการสะสางปัญหาให้จบ

ขณะที่จ.ปัตตานี กระแสฟุตบอลกำลังมาแรง สโมสรปัตตานี เอฟซี เลื่อนชั้นสู่ลีก T1 มีผู้ชมทะลักกว่า 12,000 คนต่อแมตช์ สร้างเงินหมุนเวียนมหาศาล แต่ยังติดปัญหาสนามและลู่วิ่งที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงให้ได้มาตรฐาน ซึ่งกระทรวงฯ พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ขณะที่จ.ยะลาจเตรียมเสนอโครงการก่อสร้างสปอร์ตคอมเพล็กซ์ ที่ได้มาตรฐาน และผลักดัน สนามกีฬาเบตงยามค่ำคืน ให้เป็นแลนด์มาร์กใหม่สำหรับการจัดแข่งขันกีฬานานาชาติ
ส่วนการจัดอีเวนต์และซอฟต์พาวเวอร์ จ.สงขลา มีแผนยกระดับสู่เมืองแห่งอาหารระดับโลกผ่านโครงการชิมสงขลาเชื่อมโลก โดยเตรียมเชิญเชฟจาก 15-20 ประเทศมาร่วมแข่งขัน และจัดสัปดาห์โต๊ะอาหารโลก โดยใช้วัตถุดิบเด่นจากทะเลสาบสงขลา คาดว่าจะดึงนักท่องเที่ยวได้กว่า 50,000 – 70,000 คน สร้างเงินหมุนเวียนกว่า 150-225 ล้านบาท
ขณะที่ตัวแทนจากปัตตานีได้สะท้อนปัญหาว่างานประเพณีศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ซึ่งจัดต่อเนื่องมา 30 ปี ดึงดูดคนได้ถึง 80,000 คน กลับถูกตัดงบประมาณกลุ่มจังหวัดในปีนี้ซึ่งได้สั่งการทันทีให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เข้ามาเป็นเจ้าภาพร่วมและจัดสรรงบประมาณสนับสนุน เพื่อรักษางานเทศกาลที่เป็นหัวใจหลักทางเศรษฐกิจและจิตใจของชาวปัตตานีเอาไว้

“การลงพื้นที่ ครม.สัญจร ครั้งนี้ นายกฯ กำชับไว้ชัดเจนว่า มาแล้วต้องเกิดผลสัมฤทธิ์ อะไรที่กระทรวงทำได้ เราทำทันที ส่วนระเบียบหรือข้อกฎหมายใดที่เป็นอุปสรรค นอกเหนืออำนาจกระทรวง ก็จะรวบรวมชงเข้า ครม. เพื่อขออนุมัติปลดล็อกให้ทั้งหมด เราต้องทำให้การประชุมครั้งนี้ว้าวและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องชาวใต้อย่างแท้จริง“



