การกู้เงินคือการขอเงินก้อนมาใช้ก่อน แล้วค่อยผ่อนจ่ายคืนเป็นรายเดือน แต่สิ่งที่คนอยากกู้เงินต้องรู้คือ “วิธีคิดดอกเบี้ยเงินกู้” เพราะถึงแม้จะกู้เงินต้นจำนวนเท่ากัน แต่ถ้าคิดดอกเบี้ยคนละแบบ ยอดเงินที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน และยอดเงินทั้งหมดที่ต้องจ่ายคืนก็จะแตกต่างกันมาก
บทความนี้ เราได้นำข้อมูลจาก Krungsri The COACH แหล่งรวมความรู้ทางการเงินที่สรุปเรื่องยากให้เข้าใจง่าย มาอธิบายเรื่องดอกเบี้ยแบบชัดเจน เพื่อให้ทุกคนคำนวณเงินที่ต้องจ่ายได้เอง และเลือกสินเชื่อที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด
รู้จัก 2 ประเภทดอกเบี้ยเงินกู้ที่คนมีแผนกู้เงินต้องรู้
ดอกเบี้ยเงินกู้ในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ซึ่งมีวิธีคิดเงิน และจุดเด่นต่างกัน ดังนี้
1. ดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate)
ดอกเบี้ยแบบคงที่ คือ การคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นก้อนแรกเพียงครั้งเดียว แล้วนำดอกเบี้ยทั้งหมดมารวมกับเงินต้น ก่อนจะหารออกมาเป็นยอดที่ต้องจ่ายเท่ากันทุกเดือนตลอดสัญญา ส่วนใหญ่จะใช้กับสินเชื่อซื้อรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์
- จุดเด่น : ยอดผ่อนเท่ากันทุกเดือน ทำให้วางแผนเงินได้ง่าย คำนวณยอดเงินง่ายไม่ซับซ้อน
- ข้อจำกัด : หากมีเงินก้อนนำมาจ่ายเพิ่ม ดอกเบี้ยจะไม่ลดลง และมักจ่ายดอกเบี้ยรวมมากกว่า
2. ดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate)
ดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก คือ การคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นที่เหลืออยู่จริงในแต่ละเดือน เมื่อจ่ายเงินคืนจนเงินต้นลดลง ดอกเบี้ยในเดือนถัดไปก็จะลดลงตามไปด้วย ส่วนใหญ่จะใช้กับสินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล และบัตรกดเงินสด
- จุดเด่น : สามารถจ่ายเงินก้อนเพิ่มเพื่อลดเงินต้นได้ ช่วยให้เสียดอกเบี้ยน้อยลง และจ่ายหนี้หมดเร็วขึ้น
- ข้อจำกัด : ในช่วงแรก เงินที่จ่ายไปจะถูกนำไปตัดดอกเบี้ยมากกว่าตัดเงินต้น หากจ่ายแค่ขั้นต่ำอาจต้องใช้เวลานานกว่าหนี้จะหมด
วิธีคิดดอกเบี้ยแต่ละประเภท คำนวณเองได้ไม่ยุ่งยาก

การลองคำนวณค่างวดด้วยตัวเองก่อนยื่นกู้ จะช่วยให้รู้ว่าต้องเตรียมเงินจ่ายเดือนละเท่าไร ตัวอย่างนี้สมมติว่า กู้เงินต้น 200,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 18% ต่อปี และมีระยะเวลาผ่อนจ่าย 2 ปี (24 เดือน)
วิธีคิดดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate)
การคิดเงินแบบนี้จะหาดอกเบี้ยรวมทั้งหมดก่อน แล้วนำไปบวกกับเงินต้น จากนั้นจึงหารด้วยจำนวนเดือนทั้งหมด
- วิธีหาดอกเบี้ยรวม : เงินต้น x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x ระยะเวลากู้ (ปี)
- ➔ 200,000 x 18% x 2 = 72,000 บาท
- วิธีหาค่างวดต่อเดือน : (เงินต้น + ดอกเบี้ยรวม) ÷ จำนวนเดือนทั้งหมด
- ➔ (200,000 + 72,000) ÷ 24 = 11,333.33 บาทต่อเดือน
- สิ่งที่จะเกิดขึ้น : ในค่างวด 11,333.33 บาท จะแบ่งเป็นค่าดอกเบี้ย 3,000 บาท และเงินต้น 8,333.33 บาท จ่ายเท่ากันทุกเดือนตั้งแต่เดือนแรกจนถึงเดือนสุดท้าย
วิธีคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate)
การคิดเงินแบบนี้จะคำนวณเป็นรายวันจากเงินต้นที่เหลืออยู่จริง โดยมีวิธีคิดคือ (เงินต้นคงเหลือ x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x จำนวนวันในเดือนนั้น) ÷ 365
- เดือนที่ 1 (เดือนมกราคม มี 31 วัน) :
- คิดดอกเบี้ย = (200,000 x 18% x 31) ÷ 365 = 3,057.53 บาท
- เมื่อจ่ายค่างวด 11,333.33 บาท จะเหลือไปตัดเงินต้น = 11,333.33 – 3,057.53 = 8,275.80 บาท
- เงินต้นคงเหลือยกไปเดือนถัดไป = 200,000 – 8,275.80 = 191,724.20 บาท
- เดือนที่ 2 (เดือนกุมภาพันธ์ มี 28 วัน) :
- คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นใหม่ = (191,724.20 x 18% x 28) ÷ 365 = 2,647.37 บาท
- เมื่อจ่ายค่างวดเท่าเดิม จะตัดเงินต้นได้มากขึ้นเป็น 8,685.96 บาท
- สิ่งที่จะเกิดขึ้น : ยิ่งเงินต้นลดลง ดอกเบี้ยในเดือนถัดไปจะลดลงตาม และถ้าจ่ายเงินก้อนเพิ่มเข้าไป ยอดหนี้จะยิ่งหมดเร็วขึ้น
ตารางเปรียบเทียบดอกเบี้ยคงที่ VS ลดต้นลดดอก เลือกแบบไหนเหมาะกับเรา?
เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น สามารถเปรียบเทียบความแตกต่างของดอกเบี้ยทั้ง 2 แบบได้จากตารางนี้
| ดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate) | ดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) | |
| วิธีคิดดอกเบี้ย | คิดจากเงินต้นก้อนแรกเท่ากันทุกเดือน | คิดจากเงินต้นที่เหลืออยู่จริงในแต่ละเดือน |
| การตัดค่างวด | ตัดดอกเบี้ย และเงินต้นเท่ากันทุกเดือน | ดอกเบี้ยจะลดลงเรื่อย ๆ ตามเงินต้นที่ลดลง |
| การจ่ายเงินก้อนเพิ่ม | ไม่ช่วยให้ดอกเบี้ยลดลง | ช่วยลดเงินต้น และทำให้ดอกเบี้ยลดลงทันที |
| สินเชื่อที่นิยมใช้ | สินเชื่อซื้อรถยนต์, รถจักรยานยนต์ | สินเชื่อบ้าน, สินเชื่อส่วนบุคคล, บัตรกดเงินสด |
| คนที่เหมาะสม | คนที่ชอบจ่ายยอดเท่ากันเพื่อจำง่าย | คนที่อยากมีเงินก้อนมาจ่ายเพิ่มเพื่อปิดหนี้ไว |
วางแผนเลือกสินเชื่ออย่างชาญฉลาด เพื่อสุขภาพทางการเงินในระยะยาว

การเข้าใจวิธีคิดดอกเบี้ยเงินกู้จะช่วยให้วางแผนการเงินได้ถูกต้อง การเลือกประเภทดอกเบี้ยให้ตรงกับรูปแบบการใช้เงินของตัวเอง จะช่วยให้จ่ายค่างวดได้สบายขึ้น และไม่กระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน
เช็กลิสต์ 3 สิ่งที่ควรทำก่อนขอสินเชื่อ
- เช็กความสามารถในการจ่าย : ควรคำนวณค่างวดต่อเดือน รวมกับหนี้อื่น ๆ แล้วไม่ควรเกิน 30 – 40% ของรายได้ต่อเดือน
- เลือกดอกเบี้ยให้ตรงเป้าหมาย : ถ้าคิดว่าจะนำเงินโบนัส หรือเงินก้อนมาจ่ายเพิ่ม ควรเลือกสินเชื่อแบบลดต้นลดดอก
- เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยจากหลายแห่ง :ตรวจสอบดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญาของแต่ละธนาคาร เพื่อเลือกทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุด
การกู้เงินไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่วางแผน และคำนวณค่างวดล่วงหน้าอย่างรอบคอบ โดยกู้เท่าที่จำเป็น และเลือกผ่อนจ่ายในจำนวนที่ตัวเองจ่ายไหว ก็จะช่วยให้ใช้เงินได้อย่างสบายใจ และไม่มีปัญหาเรื่องหนี้สินในอนาคต



