แม้ภายนอกจะเป็นนักร้องหนุ่มอารมณ์ดีที่สร้างรอยยิ้มและมอบความสุขผ่านเสียงเพลงให้แฟนๆ มาโดยตลอด แต่ใครจะรู้ว่าลึกลงไปในจิตใจของ “ป๊อบ-ปองกูล สืบซึ้ง” กลับมีบาดแผลติดตัวมาตั้งแต่เด็ก ล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมาโพสต์ข้อความยาวเหยียด ถ่ายทอดเรื่องราวสุดลึกซึ้งเกี่ยวกับปมในใจที่เคยคอยเฆี่ยนตีและโบยตีตัวเองทางความรู้สึกอยู่เสมอ เนื่องจากมีความคิดฝังใจว่า “ทำเท่าไหร่ก็ยังดีไม่พอ”

โดย ป๊อบ ปองกูล ได้เปิดใจชี้แจงว่า “จากโพสต์ที่แล้ว มีหลายคนเข้ามาหาผม แล้วบอกให้ผมไปลองปรึกษาโรคซึมเศร้า หรือภาวะสิ้นยินดี ผมขอบคุณมากๆนะครับ แต่ผมไม่ได้รู้สึกสิ้นยินดี ผมยังแฮปปี้อยู่ในทุกวัน ไม่ได้รู้สึกด้อยค่าอะไรในตัวเอง แต่สิ่งที่ผมเป็น คำจำกัดความที่ใกล้เคียงที่สุด น่าจะเป็นปม

ผมเคยคุยกับเพื่อนๆว่า มึงกุว่าพวกเรามีปมเจนวาย ติดกันมาว่ะ ปมที่ต้องคอยพิสูจน์ตัวเองไปเรื่อยๆ ปมที่ไม่เคยพอใจกับงานที่ทำ ปมที่ต้องโบยตีตัวเอง เพื่อการพิสูจน์ว่าสิ่งที่อยู่ในมือเราเนี่ย มันดีที่สุดแล้วรึยัง เพราะมันไม่เคยดีที่สุดในสายตาพ่อแม่ ก่อนอื่นผมออกตัวก่อนนะครับว่าผมรักพ่อแม่ผมมากๆ และไม่ได้โทษว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นจากการเลี้ยงดูทั้งหมด และไม่ได้แปลว่าพ่อแม่ไม่ได้ภูมิใจในตัวผม

แต่ยุคสมัยที่ผมเติบโตขึ้นมา ธรรมชาติของสังคมทำให้ผมโตมาในกรอบของความกลัว ในกรอบของการทำๆๆๆๆ เมื่อทำมันไปเสร็จแล้ว สิ่งที่ได้กลับมาจะมีแค่คำว่า โอเค รึไม่ก็มันก็ได้แค่นี้แหละ ในวันที่ผมได้ท็อปฟิสิกส์ไม่มีใครยินดีกับผม ในวันที่ผมเอ็นติด ที่บ้านเค้าก็แค่ ทำไมไปเลือกที่ไกลยังงั้นล่ะ ดูแลตัวเองนะ รึวันที่ผมเรียนจบก็ แล้วจะไปทำงานอะไรดูไว้รึยัง ผมเองก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับสถานการณ์ ก็แค่รู้สึกว่ามันต้องวิ่งไปเรื่อยๆ

คราวนี้ผมเริ่มวิ่งแบบนี้ตั้งแต่มัธยมจน ทำงาน จนออกอัลบั้ม จนมันยาวนานมาหลายปี ผมคิดว่าผมอาจจะเฝ้ารอคำของพ่อแม่ว่า มันดีแล้วนะ มันพอแล้วนะ เค้าแสดงออกนะครับ เค้าน่าจะเป็นคนที่ฟังเพลงผมเยอะที่สุดแล้วล่ะ พ่อผมในรถเค้ามีเทป calories blahblah แค่อันเดียวแหละมั้ง แล้วก็เปิดยังงั้นจนเค้าเสียไป แม่ผมเค้าก็คอยไปอวดกับเพื่อนๆในหมู่บ้าน ไปคุยกับหลายๆคน แต่สิ่งนั้นมันไม่เคยถูกพูดมาตรงๆกับผม ซึ่งถ้ามองในมุมปกติมันก็ไม่น่ามีปัญหา แต่ในเชิงจิตวิทยาแล้วผมว่าสิ่งนี้มันติดตัวกับผมมาจนผมไม่รู้ตัว

เมื่อไหร่ที่ผมได้รับมอบหมายอะไรสักอย่าง ผมจะถวายหัวถวายตัวทำมันอย่างปีศาจ และโบยตีตัวเองเสมอว่ายังไม่ดีพอ ยังได้มากกว่านี้อีก ที่เล่ามาทั้งหมด ผมยังไม่ได้ enlighten เกี่ยวกับมัน แต่นี่คือสาเหตุที่ผมบอกว่า ผมไม่สามารถทำมันได้ดีเหมือนเดิม เพราะผมพินิจพิเคราะห์สภาพร่างกาย และจิตใจ ประเมินมันออกมาแบบไม่เข้าข้างตัวเองแล้วว่า จากที่เราวิ่งมาทั้งชีวิต เราดันเลยจุดสูงสุดที่เราเคยทำได้มาแบบ ไม่ได้แวะชื่นชมมันเลยด้วยซ้ำ เราเลยมันมาแล้วจริงๆ

งั้นจากนี้มึงจะวิ่งไปเพื่ออะไรวะ มันเป็นเหตุผลในย่อหน้าสุดท้ายของโพสต์ที่แล้วว่า โอเคจากนี้กุจะวิ่งเพราะกุชอบมัน มันคือบทพิสูจน์ว่ากุชอบมึงจริงๆละนะ แล้วผมอาจจะยอมฟังเสียงตัวเองสักที ว่า มันดีแล้วนะ แล้วผมคงถึงเส้นชัย ในการวิ่งของผมได้สักที”

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก Pongkool