เห็นข่าวเหล่าอาสาสมัครกู้ภัยลง พื้นที่ก่อนใคร ตามมาด้วยนักการเมืองใส่บูทลุยน้ำ ชี้นิ้วสั่งการหน่วยงานท้องถิ่น ยิ่งลงไปกันมาก ข้าราชการก็เสียเวลาไปต้อนรับเลี้ยงดู ต้องรายงานสถานการณ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก
ส่วนผู้คนก็ล้อเลียนคำว่า “ถอดบทเรียน” จนกลายเป็นคำหยาบ และถามว่าปัญหาเรื่องน้ำที่มีการรวมศูนย์เป็น “สนทช.” แล้วเขาเป็นศูนย์ระดับชาติเชื่อมโยงหน่วยงานต่าง ๆ อย่างไร ตั้งแต่ระบบข้อมูล การเตือนภัย การจัดการช่วงภัยพิบัติ และการถอดบทเรียนเพื่อนำไปเป็นแผนพัฒนาเมืองสะเทินน้ำสะเทินบก และการจัดการทางเดินน้ำทั้งระบบ เขาหายไปไหน
บางคนบอกว่ามีการทำ “ยุทธ ศาสตร์ป่าต้นน้ำ” มานานแล้ว มีเอกสารเป็นเล่มหนา น่าจะมีขบวนการศึกษา และรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์เป็นยุทธศาสตร์ชาติที่ใช้งบไปมาก แต่ไม่เคยมีใครอ่าน หรือนำไปใช้ ใช้ตอนนี้ก็คงล้าสมัยแล้ว

วัฏจักรนี้คงจะวนเวียนอยู่ทุกปี และจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ถึงเวลาที่ผู้นำ ผู้บริหารประเทศต้องทำอะไรสักอย่าง แค่ “ปลูกป่าแบบดั้งเดิม” คงจะไม่พอ
“การปลูกป่าแบบดั้งเดิม” ที่รอต้นไม้โตตามธรรมชาติใช้เวลานาน 30-50 ปี ไม่ทันต่อวิกฤติโลกเดือด สภาพภูมิอากาศแปรปรวน นานาประเทศใช้ “นวัต กรรมอุทกวิทยา และชีวเทคโนโลยี” มาเร่งกระบวนการให้เหลือเพียง 5-10 ปี เช่น
1.วิธีมิยาวากิ และการเร่งชีวะภาพ โดยปลูกพืชท้องถิ่นหลายชนิดสลับกันอย่างแน่นหนา 3-4 ต้นต่อตารางเมตร ร่วมกับการฉีดพ่นเชื้อราไมคอร์ไรซา เข้าที่รากพืชเพื่อเร่งโครงสร้างรากไม้ และชั้นดินให้ซับน้ำได้ดีขึ้น 10 เท่า ป่าจะหนาแน่นขึ้น 30 เท่า เมื่อเทียบกับปลูกป่าแบบเดิม นิยมใช้ในเคนยา บราซิล และโครงการฟื้นฟูป่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่
2.ใช้โดรนกระสวยปลูกป่าอัตโนมัติ ใช้ LiDAR สแกนร่องน้ำและความชื้นเพื่อหาตำแหน่งที่เหมาะกับการฟื้นฟู แล้วยิงเม็ดพันธุ์หุ้มธาตุอาหารและน้ำ เป็นแคปซูลไบโอ ลงในซอกเขาเข้าถึงยาก หรือบริเวณที่ต้องการฟื้นฟูป่า สามารถยิงได้หลายหมื่นต้นต่อวัน ออสเตรเลียและสหรัฐ ใช้เร่งฟื้นฟูป่าต้นน้ำหลังไฟป่าครั้งใหญ่

3.การฟื้นฟูสภาพดินด้วยไบโอชา และไฮโดรเจล เติมถ่านชีวภาพที่มีความพรุนสูงลงในชั้นดินโคนต้นไม้ เพื่อสร้างรูพรุนอุ้มน้ำใต้ดิน และเพิ่มจุลินทรีย์ทดแทนชั้นดินฟองน้ำที่สูญเสียไป ส่วนไฮโดรเจลจะดูดกักน้ำฝนไว้ได้ถึง 500 เท่า เร่งสร้างชั้นอุ้มน้ำที่ได้ผลดีในพื้นที่แห้งแล้งของจีนและอินเดีย
4.ออกแบบผังวิศวกรรมภูมิ ประเทศใหม่ ให้เหมาะกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป ใช้วิธีตัดและถมสร้างคอนทัวร์สูงต่ำ ใหม่ จัดทางเดินน้ำ ทำที่เก็บสะสมน้ำธรรมชาติ ทำฝายชะลอน้ำ เก็บความชื้นคืนสู่ชั้นใต้ดิน ออกแบบวิธีชะลอน้ำฝน สร้างทางซึมลงใต้ดิน ลดความเร็วน้ำหลากในฤดูมรสุม สร้างธนาคารน้ำใต้ดิน เพิ่มความชุ่มชื้นในฤดูแล้ง ทำให้ป่าโตเร็วขึ้น
คิดหาวิธีด้วยนวัตกรรมยังไม่พอ ต้องหาแหล่งทุนด้วย การลงทุนกับป่าต้นน้ำจะคุ้มค่ากว่าการเตรียมกองทุนเยียวยา

เราจะหาแหล่งทุนได้จากที่ไหน
1.ระบบจ่ายค่าตอบแทนคุณค่าทางระบบนิเวศ ออกนโยบายจัดเก็บค่าธรรมเนียมใช้น้ำจากภาคอุตสาหกรรม โรงงาน หรือธุรกิจท่องเที่ยวปลายน้ำ นำมาตั้งกองทุนจ่ายตรงให้ชุมชนบนดอยที่ยอมเลิกปลูกพืชไร่แล้วหันมาปลูกป่าต้นน้ำ
2.ตลาดคาร์บอนและเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ ดึงเงินลงทุนจากภาคเอกชนและบริษัทข้ามชาติที่ต้องการบรรลุเป้าหมาย ESG/Net Zero เข้ามาอุดหนุนโครงการชดเชยคาร์บอนจากการปลูกป่าต้นน้ำ
3.ออกพันธบัตรสีเขียว ระดมทุนจากตลาดทุน และนักลงทุนสถาบัน มาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว เช่น ฝายใต้ดิน คันดินกักน้ำ และเทคโนโลยีโดรน โดยจ่ายคืนผลตอบแทนจากมูลค่าความเสียหายจากภัยพิบัติที่ลดลงได้ในระยะยาว

4.รวบรวมประสานกองทุน CSR ให้บริษัทที่ต้องการทำ CSR เพื่อความยั่งยืน มิใช่ปลูกป่าสร้างภาพ มารวมกันเป็นเครือข่าย ช่วยกันลงทุนลงแรงพัฒนาป่าต้นน้ำอย่างมียุทธศาสตร์ และเชื่อมโยงผู้มีส่วนได้เสียอย่างมีพลัง
ถ้าผู้นำมีวิสัยทัศน์ หานวัตกรรม และหาเงินลงทุนให้ได้ เราจะก้าวข้าม “การปลูกป่าแบบดั่งเดิม” คืนป่าต้นน้ำให้เร็ว ลดภัยพิบัติได้ทันในช่วง 10 ปี ไม่ต้องรอต้นไม้โตตามธรรมชาติแบบดั้งเดิม ที่ต้องใช้เวลานานถึงช่วงอายุคน.



