พลังทำลายล้างจากเหตุการณ์ธารน้ำแข็งถล่มในเนปาลจนโลกสั่นสะเทือนโดยมิได้มีแผ่นดินไหว ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยที่กำลังส่งเสียงดัง บอกว่า ถึงเวลาที่ธรรมชาติจะเอาคืนในสิ่งที่มนุษย์ทำไว้

ผลกรรมสนองรุนแรงขึ้น

ยุคที่ภาวะเรือนกระจกเข้มข้น คาร์บอนหนาแน่น เมฆอุ้มน้ำไว้จำนวนมหาศาล ก่อนเลือกเป้าหมายที่จะเทน้ำทั้งหมดลงมา ซึ่งมักจะเป็นยอดเขาสูงหัวโล้น ปราศจากป่าไม้คอยซับ และชะลอน้ำ มวลน้ำขนาดใหญ่จึงเร่งความเร็วลงมาตามร่องน้ำด้วยความเร็วสูง กวาดทำลายทุกสิ่งขวางหน้า ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน สะพาน รถยนต์ หรือซากไม้ ตัวอย่างนี้เห็นได้ชัดจากภัยพิบัติที่จังหวัดน่าน และต้องเฝ้าระวังในพื้นที่ภูเขาสูงอื่น ๆ ทางภาคเหนือ รวมถึงเทือกเขาในภาคใต้ช่วงมรสุมนี้

เช่นเดียวกับแถบหลังคาโลกอย่างทิเบต และเนปาล ที่มวลน้ำไม่ได้มาจากฝนเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการละลายอย่างรวดเร็วของธารน้ำแข็งกราเซียร์ที่แตกตัวออก พาหินดินโคลน และก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมาถล่มลงมากระแทกธารน้ำปล่อยพลังมหาศาลจากที่สูง ทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางหน้ามาตลอดทาง

ภัยพิบัติลักษณะนี้จะเกิดขึ้นทั่วโลก และหนักขึ้นทุกปี เช่น เหตุการณ์ฝนถล่มหุบเขาในแถบเทือกเขาแอลป์ที่กระทบหลายประเทศในยุโรป ช่วงฤดูร้อน เหตุการณ์น้ำหลากโคลนถล่มฉับพลันในอินเดียและปากีสถาน รวมถึงหลายมณฑลของจีนตอนใต้ กระจายไปตามพื้นที่ภูเขาหัวโล้นตามเกาะต่าง ๆ ของอินโดนีเซีย ซึ่งป่าฝนโดนโค่นทำลายไปเป็นแปลงเกษตร

หาทางรับมือให้รอด

ทั้งหมดนี้เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ที่ไม่เข้าใจความยั่งยืน ทำร้ายสิ่งแวดล้อมเพื่อผลประโยชน์ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา และนี่คือผลกรรมตามสนอง และจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เราจึงต้องหาทางรอด และการรับมือกับ Perfect Storm นี้

1. ลดมวลน้ำโลกเดือด (ลดที่ต้นเหตุ) ชะลอภาวะโลกเดือดไม่ให้อุณหภูมิสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส โดยเอาจริงกับ Net Zero เร่งลดการปล่อยคาร์บอนอย่างจริงจังทั้งในระดับองค์กร และบุคคล เพื่อไม่ให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายเพิ่มจำนวนน้ำต้นเหตุ ลดภาวะเรือนกระจกที่สะสมพลังงาน สะสมน้ำ รอจังหวะเอาคืนมนุษยชาติ

2. ลดความเร็ว ความแรง และอัตราเร่ง (สร้างตัวชะลอน้ำ) : เร่งฟื้นฟูป่าต้นน้ำโดยด่วน ช่วยกันปลูกต้นไม้ให้หนาแน่น เพื่อซับเก็บไว้ น้ำลงดินตามราก และซึมลงตามร่องที่มีรูพรุนไปเก็บไว้ใต้ดิน โดยออกแบบพื้นที่ทำฝายชะลอน้ำธรรมชาติ เพิ่มความชุ่มชื้น ใช้นวัตกรรม และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เร่งการปลูกป่าแบบด่วน ไม่ต้องรอ 50 ปี

3. ปรับคืนทางเดินน้ำ (ผังเมืองสะเทินน้ำสะเทินบก) ปรับผังเมืองใหม่ให้ปลอดภัย อย่ารุกล้ำพื้นที่ของน้ำ ย้ายสิ่งปลูกสร้างออกจากทางน้ำ เปิดทางให้น้ำไหลได้อย่างสะดวก และปลอดภัยในทุกฤดู ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทวินสามมิติ สร้างโมเดลจำลองสูงต่ำของพื้นที่ แล้วกำหนดงสถานการณ์ต่าง ๆ เสมือนจริง ใส่ปัจจัยปริมาณน้ำ ความเร็ว อัตราเร่ง เพื่อดูทิศทางน้ำผ่าน และความแรง ไม่ให้มีสิ่งปลูกสร้างที่ขวางทางน้ำ และกำหนดระยะปลอดภัย

4. เฝ้าระวังจังหวะนรก (พัฒนาระบบเตือนภัย และแผนฉุกเฉิน) พัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) ที่แม่นยำ เข้าถึงทุกคนในชุมชนเปราะบางทางภัยพิบัติ พร้อมซักซ้อมแผนฉุกเฉินรับมือภัยพิบัติในชุมชนอย่างสม่ำเสมอ เตรียมพร้อมทั้งกลางวัน และกลางคืน เพราะจังหวะนรกมักจะมาในเวลาที่เราเผลอ และประมาท

นอกจากมวลน้ำจากเขาสูงแล้ว นักภัยพิบัติยังเตือนเรื่องมวลน้ำขนาดใหญ่ที่มาจากเขื่อนแตกอีกด้วย ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เช่น เขื่อนยักษ์ป่านเฉียว ในประเทศจีน เขื่อนเดอนา ในประเทศลิเบีย เขื่อนวาจอน ในประเทศอิตาลี เขื่อนเซเปียน เซน้ำน้อย ในประเทศลาว และเขื่อนเซนฟรานซิส ในสหรัฐอเมริกา ที่สร้างความเสียหายวงกว้าง

จี้เร่งสำรวจเขื่อนกลาง-เล็ก

เขื่อนใหญ่ ๆ ในเมืองไทยแม้จะสร้างมาหลายสิบปี แต่มีรายงานว่ามีการดูแลบำรุงรักษาอย่างดี แต่เขื่อนขนาดกลาง ขนาดเล็กหลายแห่งยังมิได้ถูกสำรวจ และรับรองความปลอดภัย ดังนั้นถ้าเกิดแผ่นดินไหว อาจจะกลายเป็นการรวมปัจจัยเสี่ยงร่วมจนเกิดเป็น เพอร์เฟกต์สตอร์มได้ อย่าประมาท เร่งตรวจสอบความปลอดภัย และทำทั้ง 4 เรื่องที่บอกไว้

เพราะว่ามหันตภัยโลกเดือดจะเกิดขึ้นแน่ เพียงเราไม่รู้ว่าที่ไหน และเมื่อไร ความไม่ประมาทคือทางรอดของเรา.