พยาธิใบไม้ตับยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะในผู้ที่นิยมรับประทานปลาน้ำจืดเกล็ดขาวแบบดิบหรือปรุงไม่สุก หลายคนยังเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเมื่อรับประทานยาถ่ายพยาธิแล้วจะไม่ติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ ซึ่งผู้ติดเชื้อพยาธิในร่างกายจำนวนน้อย มักไม่แสดงอาการ ทำให้ไม่รู้ตัวว่ามีพยาธิอาศัยอยู่ในร่างกาย หากปล่อยให้ติดเชื้อเรื้อรังเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งท่อน้ำดี
พยาธิใบไม้ตับที่พบในประเทศไทยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Opisthorchis viverrini (โอพิสทอร์คิส วิเวอร์รินี) เป็นพยาธิรูปร่างแบนคล้ายใบหอก ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร พยาธิตัวเต็มวัยจะอาศัยอยู่ภายในท่อน้ำดีของตับ ทั้งในคน สุนัข และแมว พยาธิชนิดนี้มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งท่อน้ำดี โดยเฉพาะในผู้ที่ติดเชื้อเรื้อรังเป็นเวลานาน
การติดเชื้อพยาธิ เกิดจากการรับประทานปลาน้ำจืดประเภทปลาเกล็ดขาวที่ปรุงไม่สุกหรือรับประทานดิบ เช่น ก้อยปลา ปลาส้ม ปลาเจ่า ปลาจ่อม และปลาร้า ตัวอ่อนของพยาธิที่เรียกว่า “เมตาเซอร์คาเรีย” มีขนาดเล็กมาก เกาะติดอยู่บริเวณเกล็ดปลา ครีบ และเนื้อปลา ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จึงทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถทราบได้ว่าปลาที่รับประทานมีการปนเปื้อนพยาธิหรือไม่ ปลาน้ำจืดหลายชนิดสามารถเป็นแหล่งของตัวอ่อนพยาธิใบไม้ตับ ได้แก่ ปลาไส้ตันตาแดง ปลาไส้ตันตาขาว ปลาตะเพียนขาว ปลากระสูบจุด ปลาสร้อยขาว ปลาหนามหลัง ปลาพรมหัวเหม็น
นอกจากนี้ ยังพบการติดเชื้อในปลาน้ำจืดจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ผู้ที่มีพยาธิจำนวนน้อยมักไม่มีอาการ ทำให้หลายคนไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ แต่หากมีพยาธิจำนวนมาก อาจเกิดการอักเสบและความผิดปกติของท่อน้ำดีและตับ ส่งผลให้มีอาการ เช่น อาหารไม่ย่อย ปวดท้อง ตัวเหลือง ตาเหลือง หากมีอาการดังกล่าว ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและค้นหาสาเหตุอย่างเหมาะสม
การตรวจวินิจฉัย วิธีมาตรฐานคือ การตรวจอุจจาระเพื่อหาไข่พยาธิ ซึ่งเป็นการยืนยันการติดเชื้อได้โดยตรง นอกจากนี้ ยังมีการตรวจทางอ้อม เช่น ตรวจหาภูมิคุ้มกันในเลือด ตรวจแอนติเจนในปัสสาวะ อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจทางอ้อมสามารถบอกได้เพียงโอกาสของการติดเชื้อ ยังไม่สามารถยืนยันได้แม่นยำเท่าการตรวจพบไข่พยาธิในอุจจาระ
เมื่อพยาธิอาศัยอยู่ในท่อน้ำดีเป็นเวลานาน จะทำให้เยื่อบุท่อน้ำดีเกิดการอักเสบเรื้อรัง ประกอบกับสารที่หลั่งจากพยาธิ อาจกระตุ้นให้เซลล์เยื่อบุท่อน้ำดีมีการเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นมะเร็งได้ นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลว่าการได้รับสารไนโตรซามีนจากอาหารบางชนิด เช่น ปลาร้าและแหนม อาจเป็นปัจจัยเสริมที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งท่อน้ำดี
พยาธิใบไม้ตับสามารถรักษาได้ โดยแพทย์จะพิจารณาให้ยาฆ่าพยาธิ พราซิควอนเทล (Praziquantel) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการกำจัดพยาธิมากกว่า 90% แต่ควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง รักษาแล้วก็ติดเชื้อซ้ำได้ หากยังคงรับประทานปลาน้ำจืดดิบหรือปรุงไม่สุก การเคยติดเชื้อไม่ได้ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันป้องกันการติดเชื้อครั้งใหม่ ต้องหลีกเลี่ยงอาหารจากปลาสุกๆ ดิบๆ
ขอขอบคุณข้อมูล: ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่



