เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่วัดป่าโนนสะอาด อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา สะท้อนมุมมืดของสังคมท่ามกลางสภาวะผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังพบชะตากรรมของคนชรากลุ่มหนึ่งที่ไม่เพียงแต่ไร้บ้านและไร้ครอบครัว แต่ยังไร้สัญชาติและสวัสดิการใดๆในชีวิตช่วงสุดท้าย เช่นเดียวกับกรณีของ “เหล่าซือฟุ้งฉิน แซ่เจ้า” อดีตครูสอนภาษาจีน วัย 90 ปี ผู้เคยใช้ชีวิตร่วมครึ่งค่อนชีวิตในการสั่งสอนอักขระและคุณธรรมแก่ลูกศิษย์ ในวัยชรากลับต้องเผชิญวิบากกรรมตามลำพังบนแผ่นดินไทย โดยไม่มีญาติมิตรคอยดูแล และเป็นผู้อาศัยที่ไม่ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ อีกทั้งยังมีบาดแผลทางจิตใจจากการถูกครอบครัวทอดทิ้งและเคยถูกทำร้าย จนเกิดความระแวงต่อโลกภายนอก

โดยที่ผ่านมา เหล่าซือฟุ้งฉิน ต้องพึ่งพาความเมตตาจากที่พักอาศัยแห่งหนึ่งย่านราชเทวี กรุงเทพมหานคร ที่ช่วยดูแลเรื่องอาหารและที่พักโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย กระทั่งร่างกายเริ่มโรยราและไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ คณะผู้ดูแลจึงได้นำเหล่าซือเดินทางสู่วัดป่าโนนสะอาด นครราชสีมา ซึ่งกลายเป็นหมุดหมายสุดท้ายของชีวิต และด้วยเมตตาธรรมของพระอาจารย์แสนปราชญ์ ปัญญาคโม เจ้าอาวาสวัดป่าโนนสะอาด (ธ) ที่มุ่งมั่นดูแลผู้ป่วยยากไร้จนถึงวาระสุดท้าย ทำให้เหล่าซือฟุ้งฉินยินดีที่จะย้ายเข้ามาอยู่ใต้ร่มเงาแห่งพระพุทธศาสนา แม้ตนเองจะมีรากเหง้าความเชื่อเดิมในศาสนาคริสต์ก็ตาม

การเดินทางมาครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการขอพึ่งพิงทางกายภาพเพื่อให้มีอาหาร ผู้ดูแลสุขอนามัย และการรักษาเท่านั้น หากแต่เป็นการขอความช่วยเหลือในระดับจิตวิญญาณ โดยใช้การเจริญจิตภาวนา การทำสมาธิ และการฝึกสติในวาระสุดท้าย เป็นโอสถทางใจช่วยบำบัดสภาวะบอบช้ำ ละลายความระแวง และคืนความสงบเยือกเย็นให้แก่จิตใจ เรื่องราวของเหล่าซือฟุ้งฉินจึงเป็นยิ่งกว่าสารคดีชีวิตผู้สูงอายุ แต่ท่านคือ “อาจารย์ใหญ่ทางจิตวิญญาณ” ที่คอยกระตุกเตือนใจสังคมให้เห็นถึงความหมายของความเมตตาที่ก้าวข้ามกำแพงเชื้อชาติ สัญชาติ และศาสนา

นางอรุณี พงษ์พูล เจ้าของอพาร์ทเม้นท์ย่านราชเทวี พร้อมด้วย นางอรสุดา ถนอมศักดิ์ และนางมณฑลี อัครชัย ผู้ร่วมดูแลเหล่าซือมานานหลายปี เปิดเผยว่า เหล่าซือเคยประกอบอาชีพเป็นครูสอนภาษาจีนในโบสถ์คริสต์โดยไม่มีญาติพี่น้องในประเทศ ต่อมาประสบอุบัติเหตุล้มและมีอาการป่วยเรื้อรัง ทำให้คนในละแวกใกล้เคียงรวมถึงพนักงานอพาร์ทเม้นท์เกิดความสงสาร เข้ามาช่วยคอยป้อนข้าวป้อนน้ำและทำความสะอาดร่างกายให้ แต่ในช่วงกลางคืนจะไม่มีคนดูแล เมื่ออาการป่วยหนักขึ้น คณะผู้ดูแลจึงพยายามหาสถานที่ดูแลรักษาในบั้นปลาย จนกระทั่งได้พบกับวัดป่าโนนสะอาด ซึ่งมีแนวทางดูแลผู้ป่วยตามวิถีพุทธ จึงได้ติดต่อประสานงานกับเจ้าอาวาส และได้อธิบายให้เหล่าซือเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการดูแลประคับประคองโดยไม่มีการยื้อชีวิตในระยะสุดท้าย รวมถึงไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ เพื่อให้เป็นการจากไปอย่างสงบ ซึ่งเหล่าซือรับทราบด้วยความเข้าใจและยินดีเป็นอย่างยิ่ง

ทางด้าน พระอาจารย์แสนปราชญ์ ปัญญาคโม เจ้าอาวาสวัดป่าโนนสะอาด เปิดเผยว่า ทางวัดมองถึงผู้สูงอายุที่ป่วยระยะสุดท้ายและไร้ญาติ ซึ่งถือเป็นโอกาสในการช่วยส่งให้ดวงจิตดวงหนึ่งไปสู่สุคติหรือบรรลุมรรคผลนิพพาน อีกทั้งผู้ป่วยยังมีภูมิหลังเป็นครูอาจารย์ จึงสอดคล้องกับโครงการ “อาจารย์ใหญ่ทางจิตวิญญาณ” ของทางวัด ซึ่งที่ผ่านมาวัดเคยรับดูแลผู้ป่วยต่างชาติและต่างศาสนา ทั้งชาวเกาหลี ชาวจีน และชาวเยอรมัน โดยไม่มีปัญหาเรื่องความต่างทางศาสนา เนื่องจากทางวัดเคารพในพิธีของแต่ละบุคคล ขณะเดียวกันผู้ป่วยก็สามารถร่วมทำบุญตักบาตร สวดมนต์ และแลกเปลี่ยนธรรมะร่วมกันได้ สิ่งสำคัญคือการทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ไม่ใช่ภาระ แต่เป็นครูผู้สอนธรรมะผ่านชีวิตของตนเอง

ทั้งนี้ ทางวัดได้อธิบายธรรมะและกระบวนการชีวิตหลังความตายให้เหล่าซือเข้าใจเป็นภาษาจีน พร้อมทั้งทำพินัยกรรมชีวิตและการวางแผนการดูแลล่วงหน้า (Advance Care Planning) ทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาจีนเป็นที่เรียบร้อย เพื่อเข้าสู่กระบวนการดูแลแบบประคับประคองอย่างแท้จริง โดยจะไม่มีการปั๊มหัวใจ ไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ และไม่เจาะคอ เพื่อปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติเมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต




