เมื่อไม่นานมานี้ เว็บไซต์และสำนักข่าวด้านสุขภาพอีทติงเวลล์เผยข้อมูลสำคัญที่ระบุถึงพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่สามารถเพิ่มภาวะเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อมให้มากขึ้นได้โดยไม่รู้ตัว
คนจำนวนมากมักคิดว่าภาวะสมองเสื่อมเป็นเรื่องของวัยชรา แต่แท้จริงแล้ว พฤติกรรมและการดำเนินชีวิตในปัจจุบันกำลังส่งผลกระทบต่อสุขภาพสมองและส่งผลต่อความเสี่ยงโรคในอนาคต โดยหนึ่งในพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความสุ่มเสี่ยงต่อโรคคือการนั่งติดเก้าอี้เป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นระหว่างการเดินทาง การนั่งทำงานที่โต๊ะนานๆ การนั่งดูซีรีส์ยาวๆ หรือการนั่งไถหน้าจอโทรศัพท์เพื่อดูคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดีย
มอลลี่ โรบินสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการกำหนดอาหารระบุว่า การใช้ชีวิตแบบไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกายร่วมกับการนั่งนานๆ สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อมได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากพฤติกรรมเช่นนี้ส่งผลเสียต่อระบบการเผาผลาญและระบบหลอดเลือด การขาดการเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับภาวะดื้ออินซูลินและโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือด การควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดีจะไปทำลายหลอดเลือด รบกวนการส่งสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง และกระตุ้นการสะสมของโปรตีนเบตา-อะไมลอยด์ที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์
นอกจากนี้ การนั่งนานยังทำให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูงและโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งความดันโลหิตที่สูงต่อเนื่องจะทำลายหลอดเลือดฝอยที่ไปเลี้ยงสมอง นำไปสู่การถดถอยของระบบการคิดและความจำ ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือการนั่งมากเกินไปยังสัมพันธ์กับการลดลงของเนื้อสมองส่วนสีเทาในสมองส่วนฮิปโปแคมปัส ซึ่งทำหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับความจำและสร้างระบบการจดจำของสมอง
งานวิจัยบางฉบับยังพบว่า ผู้ที่ใช้เวลานั่งนานๆ ยังมีอัตราการถดถอยของสมองสูง แม้จะเป็นคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำก็ตาม ดังนั้น การออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่สามารถชดเชยอันตรายจากการนั่งนิ่งๆ ตลอดทั้งวันได้ การลดเวลาการนั่งระหว่างวันจึงมีความสำคัญไม่แพ้กัน
อย่างไรก็ตาม เราสามารถลดความเสี่ยงนี้ได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เริ่มจากการตั้งเป้าออกกำลังกายระดับปานกลางให้ได้ 150 นาทีต่อสัปดาห์ และพยายามลุกขึ้นขยับร่างกายเพื่อลดการนั่งอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น เปลี่ยนมาเดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ หรือเดินคุยโทรศัพท์แทนการนั่งคุยที่โต๊ะ
ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำให้กินอาหารตามแนวทาง MIND Diet (Mediterranean-DASH Intervention for Neurodegenerative Delay) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะระบบประสาทถดถอย ควบคู่ไปกับการกินผลไม้ตระกูลเบอร์รี เช่น บลูเบอร์รี สตรอว์เบอร์รี และแบล็กเบอร์รี ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งช่วยต่อสู้ภาวะความเครียด ภาวะเซลล์ในร่างกายที่ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ และช่วยชะลอความเสื่อมของสมองตามวัย
สุดท้ายคือการเพิ่ม “ไขมันดี” เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งได้จากถั่วต่างๆ น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ และปลาที่มีไขมันสูงอย่างแซลมอนหรือซาร์ดีน เพื่อให้ร่างกายได้รับกรดไขมันโอเมก้า-3 และวิตามินอีในการช่วยปกป้องสมองในระยะยาว
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
ที่มา : eatingwell.com
เครดิตภาพ : StartupStockPhotos from Pixabay



