เมื่อวันที่ 3 ก.ย. นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงข้อเรียกร้องในการควบคุมการประกอบกิจการ ดาต้าเซ็นเตอร์ ว่า หลังจากสังคมแสดงความกังวลต่อความคุ้มค่าและผลกระทบของโครงการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำลังผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ในวันศุกร์ที่ 4 ก.ย.นี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ “บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์” เป็นครั้งแรก ตนจึงขอฝาก 4 เรื่องใหญ่ที่บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องกล้าตัดสินใจ ดังนี้

1.ต้องกล้าบังคับใช้ย้อนหลัง ไม่ว่าจะบอร์ดชุดนี้จะกำหนดกฎระเบียบให้รัดกุมแค่ไหน แต่เรื่องใหญ่ที่สุด คือสามารถนำไปบังคับใช้กับโครงการที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อนุมัติแล้ว 57 โครงการ รวมมูลค่า 811,000 ล้านบาทหรือไม่ 2.อย่าปล่อยให้เกิดรูโหว่ใหม่ นอกจากที่ผ่านมาจะมีสุญญากาศ เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ไม่เข้าข่ายประเภทกิจการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) หรือต้องขออนุญาตตั้งโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้หลายบริษัทอาศัยช่องว่างนี้ยื่นขออนุญาตก่อสร้างในรูปแบบอาคารคลังสินค้าแล้ว ล่าสุดยังเกิด “รูโหว่ซ้อนรูโหว่” อีกชั้นหนึ่งในแง่ของประเภทธุรกิจ

“เพราะกรณีที่บริษัทติ๊กต็อก ประกาศลงทุนหลักแสนล้านบาทในปีนี้ แต่กลับไม่ถูกรวมเข้าไปในข้อมูลของบีโอไอ เมื่อเราสอบถามหน่วยราชการจึงได้ทราบว่าที่ติ๊กต็อกลงทุนล่าสุดถือเป็น Data Hosting ไม่ใช่ Data Center โดย Data Hosting  เป็นบริการให้เช่าพื้นที่เก็บข้อมูล หรือระบบจัดการข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์ ไม่ได้เป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานหรือตัวอาคาร จึงไม่ถูกนับเป็น Data Center !! แค่ Data Center ตอนนี้ยังเป็นสุญญากาศทางกฎหมายขนาดนี้ ตอนนี้กำลังเกิดรูโหว่ซ้อนรูโหว่อีก บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์​ต้องไม่ปล่อยรูโหว่นี้ให้ผ่านไป” นายวีระยุทธ ระบุ

นายวีระยุทธ ระบุอีกว่า 3.ต้องกำหนดเกณฑ์ Local Content ให้ไปไกลกว่าเรื่องมูลค่าที่ดินและค่าก่อสร้าง อย่าช่วยแค่เจ้าของที่ดินกับผู้รับเหมา แม้นายเอกนิติเคยประกาศว่าจะนำเกณฑ์ Local Content หรือการเชื่อมต่อการลงทุนขนาดใหญ่เข้ากับผู้ประกอบการไทย ผ่านการใช้วัตถุดิบที่ผลิตในประเทศ ให้เป็นหนึ่งในหลักการพิจารณาอนุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ แต่เป้าหมายใหญ่สุดของการเว้นภาษีและสนับสนุนโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ ควรเป็นการเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยไปสู่เศรษฐกิจใหม่ โดยหลักเกณฑ์ Local Content จึงควรสะท้อนนัยของการพาเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนไฮเทค โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเภทของดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งมีหลายประเภท ตั้งแต่การทำหน้าที่เก็บข้อมูล เป็น Cloud ไปจนถึงดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีไว้เพื่อเทรน AI ทำ Machine Learning การปล่อยให้ดาต้าเซ็นเตอร์แบบไหนก็ได้เข้ามาลงทุน เสี่ยงจะทำให้ไทยเป็นเพียงฐานการลงทุนปลายน้ำ ที่มีผู้ได้ประโยชน์เพียงเจ้าของนิคมอุตสาหกรรมกับเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้าง

4.ต้องเป็นผู้กำหนดเกมได้แล้ว โดยบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ต้องตั้งหลักให้มั่นว่าประเทศไทยอยู่ในสถานะที่สามารถต่อรองและต้องต่อรองกับบรรดาบริษัทดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อเลือกประเภทของดาต้าเซ็นเตอร์ที่สามารถเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยได้จริง โดยไม่ใช่แค่ศูนย์เก็บข้อมูลทั่วไป เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดของไทย และไม่ส่งผลต่อสาธารณูปโภคและสิ่งแวดล้อมกับชุมชน

“ที่ผ่านมารัฐบาลใช้ท่าทีเสมือนประเทศไทยไม่มีอำนาจต่อรองอะไร เลือกได้แค่จะยอมให้มีดาต้าเซ็นเตอร์หรือปล่อยให้เค้าไปลงทุนที่อื่น บีบให้คนไทยจำต้องเลือก ทั้งที่ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 เป็นต้นมา ยอดขอส่งเสริมดาต้าเซ็นเตอร์สูงขึ้นระดับหลายแสนล้านบาท ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ ของประเทศอาเซียนและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก” นายวีระยุทธ ระบุ

นายวีระยุทธ ระบุอีกว่า ดังนั้น ทั้งหมดนี้คือ 4 เรื่องใหญ่ที่บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ต้องกล้าตัดสินใจในวันศุกร์ที่ 4 ก.ย.นี้ กล้าบังคับใช้ย้อนหลัง อย่าปล่อยให้เกิดรูโหว่ใหม่ อย่าช่วยแค่เจ้าของที่ดินกับผู้รับเหมา และไทยเราต้องเป็นคนกำหนดเกม.