จากกรณีเช้าวันนี้ปรากฏโผโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เผยแพร่ตามหน้าข่าวของสื่อมวลชน โดยมีการระบุและวิเคราะห์ว่า จะมีการสลับ 2 อธิบดี ประกอบด้วย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กับ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ (อดีตรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ) อีกทั้งยังมีการระบุถึงการเตรียมจัดแถวรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษใหม่ ซึ่งปัจจุบันมีรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ 3 ราย ที่ปฏิบัติหน้าที่ คือ ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล หรือรองณุ พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ หรือรองเหลี่ยง และ พ.ต.ต.จตุพล บงกชมาศ หรือรองป้อม ส่วนอีก 1 ตำแหน่งว่างรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เดิมเป็นตำแหน่งของ ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ หรือรองบ๊อกซิ่ง

ซึ่งปัจจุบันนี้ ร.ต.อ.สุรวุฒิ ได้โอนย้ายไปเป็นรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ จึงทำให้ขณะนี้ตำแหน่งรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษยังคงว่างอยู่ 1 ตำแหน่ง เป็นเหตุให้มีการวิเคราะห์ว่า จะมีการโยกย้าย พ.ต.ต.จตุพล บงกชมาศ หรือรองป้อม ไปขึ้นเป็นผู้ตรวจฯ และย้าย พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ หรือรองเหลี่ยง ไปเป็นรองอธิบดีกรมบังคับคดี ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ก็จะทำให้ตำแหน่งรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ อาจว่างลงถึง 3 ตำแหน่ง ที่จะต้องจัดสรรเข้ามาใหม่

ในห้วงเวลาที่ผ่านมา มักปรากฏชื่อแคนดิเดต ผู้ที่อาจจะได้รับการคัดเลือกให้มาดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ อาทิ ชื่อสำคัญอย่าง ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผอ.กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ เจ้าของสำนวนคดีซื้อขายฟอเร็กซ์ (Forex) โดยไม่ได้รับอนุญาต, สำนวนคดีการจับกุมเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม, สำนวนคดีจับกุมเครือข่ายลักลอบใช้ไฟฟ้าเพื่อดำเนินกิจการเหมืองขุดเงินสกุลดิจิทัล เป็นต้น ถือเป็นคนทำงานใกล้ชิดกับ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เรียกได้ว่า “เป็นมือขวาหน้าห้องของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม” เลยก็ว่าได้ ทั้งยังมีชื่อของ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม หรือ ผอ.ยักษ์ ผอ.กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งเเวะล้อม เจ้าของสำนวนคดีหมูเถื่อน คดีตีนไก่สวมสิทธิ คดีสืบสวนนักแสดงสาวแตงโมตกเรือเสียชีวิต คดีสืบสวนการบุกรุกที่ดินเขากระโดง คดีสืบสวนรันเวย์วีไอพี (ขนงพระ) เป็นต้น

ซึ่งล่าสุด พ.ต.ต.ณฐพล ถูกคำสั่งกระทรวงยุติธรรม โดยนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง เพราะมีพฤติกรรมไปให้สัมภาษณ์ข่าวแก่สื่อมวลชน โดยไม่ได้รับอนุญาตมอบหมายจากอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และไม่ใช่ฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทำให้ พ.ต.ต.ณฐพล จึงอยู่ระหว่างจัดทำหนังสือสอบถามไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการมอบหมายให้ พ.ต.ต.ณฐพล สามารถให้สัมภาษณ์ข่าวแก่สื่อมวลชนในเรื่องสืบสวนที่ 20/2568 กรณีประเด็นที่สงสัยว่ามีกลุ่มบุคคลต่างๆ ร่วมกันบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยมิชอบด้วยหมายหรือไม่ เพื่อให้การช่วยเหลือแก่บุคคลอื่น ให้ไม่ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลง ว่าสามารถทำได้ใช่หรือไม่ เพื่อจะได้ทำหนังสือทักท้วงคำสั่งปลัดกระทรวงยุติธรรมต่อไป

ทำให้สถานการณ์เก้าอี้ตำแหน่งข้าราชการประจำภายในกระทรวงยุติธรรม และกรมสอบสวนคดีพิเศษตอนนี้เหมือนระส่ำระส่ายตลอดเวลา ทั้งผลพวงการทำคดีเกี่ยวพันนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะกล่องดวงใจของคนบุรีรัมย์ อย่างคดีการบุกรุก ยึดถือ ครอบครองที่ดินบริเวณเขากระโดง จำนวน 4,414 ไร่ การบุกรุกครอบครองที่ดิน ลำรางทางสาธารณะ 250 ไร่ และคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ซึ่งมีเส้นทางการเงินของคณะบุคคลเกี่ยวพันกับเครือข่ายของพรรคการเมืองดัง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 ก.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำสั่งโยกย้ายข้าราชการดีเอสไอ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ คือ “นายเอกรินทร์ ดอนดง” ตำแหน่ง ผอ.ส่วน (พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ) ส่วนคดีการค้ามนุษย์ 1 กองคดีการค้ามนุษย์ ปฏิบัติหน้าที่ ผอ.ส่วนวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์พิเศษกองเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูลการตรวจสอบ ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ ผอ.ส่วนแผนงานและอัตรากำลังกลุ่มบริหารทรัพยากรบุคคล

โดยนายเอกรินทร์ รายนี้ถือเป็น 1 ในรายชื่อสำคัญภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ทั้งยังเป็น 1 ใน 3 ของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ที่เป็นตัวแทนไปร่วมสอบสวนในสำนวนคดีฮั้ว สว. ของ กกต. ภายใต้ชื่อคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้ สำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ที่เป็นความรับผิดชอบของดีเอสไอ ยังคงอยู่ระหว่างการรอรวมสำนวนกับทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (สำนวนคดีฮั้ว สว.) ตามคำสั่งของอัยการคดีพิเศษ ซึ่งสำนวนคดีฮั้ว สว. นี้ ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีการนัดหมายจะลงมติวินิจฉัยภายในวันที่ 14 ก.ย. 69 ว่าจะส่งศาลฎีกาฯ ดำเนินคดีกี่ราย จากที่คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 (มีดีเอสไอและ กกต. รวม 7 รายเป็นพนักงานสืบสวนสอบสวน) เคยมีมติดำเนินคดีไว้ 229 ราย สวนทางกับมติของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ซึ่งยกคำร้องไม่ดำเนินคดีทั้งหมด

จึงเป็นที่จับตากันว่า นายเอกรินทร์ ที่ถือเป็นมือทำงานสำคัญในสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. และสำนวนคดีฮั้ว สว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 69 ได้ถูกคำสั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ลงนามโดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ สั่งให้ข้าราชการไปปฏิบัติราชการในส่วนอื่นแทน จะเป็นการถูกเกมโต้กลับจากฝ่ายการเมืองหรือไม่

ขณะที่ ประเด็นลือสะพัดการจัดโผสลับตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของกรมสอบสวนคดีพิเศษและกรมคุมประพฤติ กรณีของ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีกระแสข่าวลือสะพัดเกิดขึ้นมาก่อนแล้วว่าจะมีการโยกย้ายเก้าอี้ฝ่ายบริหารของทั้ง 2 คน แต่สุดท้ายกระแสข่าวดังกล่าวก็ไม่เกิดขึ้นจริง กระทั่งวันนี้ มีกระแสข่าวเกิดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวภายในกระทรวงยุติธรรม ยืนยันว่า นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 69 ยังไม่มีแนวคิดที่จะโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองหน่วยงานสลับกันแต่อย่างใด และยังไม่ได้มีการเชิญพูดคุยว่าจะมีการสลับให้ไปปฏิบัติราชการในหน่วยงานอื่นเช่นกัน ยืนยันว่า สถานะตอนนี้ ทั้งสองผู้บริหารยังคงปฎิบัติหน้าที่อยู่ในหน่วยงานตนเองดังเดิม

ทั้งนี้ ในส่วนของกระแสข่าวลือว่าจะมีการผลักดันให้ ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผอ.กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ขยับขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษแทนตำแหน่งที่ว่างลง 1 ตำแหน่งนั้น (แทน ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ ซึ่งไปดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์) ก็ยังคงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงใดๆ เพราะกรมสอบสวนคดีพิเศษยังไม่ได้มีการเปิดรับสมัครในตำแหน่งรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ คาดว่าระยะเวลาที่จะเห็นการปรับเปลี่ยนโยกย้ายจะอยู่ในช่วงเดือน ก.ย. 69-เดือน ต.ค. 69 เป็นต้นไป.