วันที่ 3 ก.ย. นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ได้ให้ความเห็นชอบร่าง หลักเกณฑ์การกำกับดูแลธุรกิจสินเชื่อซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) เรียบร้อยแล้ว โดยมีแผนจะเปิดรับฟังความคิดเห็น ภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงก่อน ประกาศใช้จริงภายในไตรมาส 4 ปี 2569

สำหรับเกณฑ์ใหม่นี้ ธุรกิจ BNPL จะถูกกำหนดให้เป็นธุรกิจที่ต้องได้รับใบอนุญาต โดยผู้ประกอบการรายเดิมที่ดำเนินธุรกิจอยู่แล้วประมาณ 6 แห่งขึ้นไป จะต้องเข้าสู่ระบบการขอใบอนุญาตตามเงื่อนไข เมื่อออกเกณฑ์แล้วต้องเข้า เพื่อสร้างมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่โปร่งใสและเป็นธรรม

จากข้อมูลพบว่า ธุรกิจ BNPL เติบโตขึ้นถึง 10 เท่าในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา โดยมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นจาก 6 แสนคนเป็น 6 ล้านคน และที่น่ากังวลคือ กลุ่มคนรุ่นใหม่กว่า 45% เริ่มต้นสร้างหนี้ก้อนแรกผ่านบริการ BNPL ซึ่งเป็นการกู้ยืมเพื่อการบริโภค

[ เปิดเกณฑ์ BNPL ]

ธปท. จึงเตรียมออกใบอนุญาตใหม่ โดยเบื้องต้นมีเงื่อนไข เพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนก่อหนี้เกินตัว คือ

  • จำกัดอายุ ผู้ใช้บริการต้องมีอายุระหว่าง 18-20 ปีขึ้นไป
  • จำกัดอัตราดอกเบี้ย ให้อยู่ในกรอบ 15-20%
  • จำกัดวงเงิน สินเชื่อไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย

“หลักเกณฑ์ BNPL ได้รับอนุมัติจาก กนส. เรียบร้อยแล้วครับ ขั้นตอนจากนี้ไปภายในสิ้นเดือนกันยายน เราจะทำการเฮียริ่งหลักเกณฑ์ เพื่อรับเอาคำแนะนำและข้อสังเกตต่างๆ มาปรับปรุง และมั่นใจว่าจะออกเกณฑ์ได้ทันภายในไตรมาส 4 แน่นอน โดยจะมีการออกใบอนุญาตใหม่ขึ้นมาอีก 1 ใบให้ BNPL โดยเฉพาะ จากปัจจุบันมีผู้เล่นหลัก 6 แห่งขึ้นไปที่ทำธุรกิจผ่อนสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เงื่อนไขสำคัญคือ ออกเกณฑ์แล้วต้องเข้าสู่ระบบ หากไม่เข้าก็จะไม่สามารถประกอบธุรกิจต่อได้ ต้องปิดตัวลง”

[ ยกระดับคุมนอนแบงก์ ]

นายวิทัย ระบุว่า ธปท. เตรียมขยายขอบเขตการกำกับดูแลกลุ่มธุรกิจสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือ นอนแบงก์ กว่า 3,600 แห่ง ทั่วประเทศ ซึ่งมีจำนวน 24 ประเภทธุรกิจ เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล, นาโนไฟแนนซ์, สินเชื่อจำนำทะเบียน, BNPL, บัตรเครดิต, ธุรกิจการชำระเงิน, ลีสซิ่ง และธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตรา เป็นต้น

โดยจะนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยในการตรวจสอบ มุ่งเน้นการคุ้มครองผู้บริโภค หลังตรวจพบผู้ประกอบการบางรายคิดอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมแอบแฝงสูงถึง 25-33% หรือมีการผูกโยงบริการ e-Wallet เข้ามาหักค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจนทำให้อัตราดอกเบี้ยรวมพุ่งสูงถึง 35%

“การกำกับดูแลที่เข้มข้นขึ้นจะช่วยลดความเสี่ยงที่ผู้บริโภคจะถูกเอาเปรียบจากดอกเบี้ยที่เกินกฎหมายหรือเงื่อนไขสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และยังเป็นการปิดช่องโหว่ไม่ให้กลุ่มนอนแบงก์ กลายเป็นทางผ่านของทุนเทา หรือการทำธุรกรรมที่ไม่ปกติ ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว”

นายวิทัย กล่าวว่า เมื่อพิจารณาเฉพาะกลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคลรายย่อย มีสัดส่วนจำนวนบัญชี สูงถึง 75% อยู่ภายใต้การดูแลของกลุ่มนอนแบงก์ ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ครองสัดส่วนเพียง 25% 

ส่วนมูลค่าหนี้กลุ่มนอนแบงก์ ครองส่วนแบ่งตลาดในเชิงมูลค่าประมาณ 55% ซึ่งตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภครายย่อยส่วนใหญ่ในประเทศพึ่งพาบริการจากนอนแบงก์เป็นหลัก ดังนั้นหากไม่มีการกำกับดูแลที่เข้มข้นเพียงพอ ความเสี่ยงจะตกอยู่กับประชาชนโดยตรง

“ในอดีตเราอาจจะดูแบบหลวมๆ เพราะเราโฟกัสที่การดูแลผู้ฝากเงินเป็นหลัก แต่ตอนนี้ความเสี่ยงเปลี่ยนไปเป็นเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค ยอมรับเป็นงานที่ท้าทายมาก เราจำเป็นต้องปรับตัวด้วยการขยายจำนวนบุคลากร และที่สำคัญคือการนำดาต้า และ SupTech (Supervisory Technology) เข้ามาใช้ในการตรวจกำกับ แม้การตรวจสอบรายย่อยจำนวนมากอาจจะไม่สามารถลงลึกได้เท่าการตรวจธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ แต่ด้วยเทคโนโลยีจะทำให้เราเห็นความผิดปกติและเข้ากำกับดูแลได้เข้มข้นกว่าเดิมมาก ซึ่งเราจะให้เวลากลุ่มนี้ในการปรับตัวควบคู่ไปด้วย”