ในงานสัมมนาทางธุรกิจ Bangkok Business Summit ครั้งที่ 1 ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank)
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษเพื่อแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจไทยและอาเซียนในยุคแห่งความผันผวน โดยเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของประเทศไทยในการเป็น “ตัวเชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจ” (Trusted Connector) เพื่อเปิดกว้างและเชื่อมประสานจุดแข็งของชาติสมาชิกอาเซียนเข้าด้วยกันในการเผชิญหน้ากับความท้าทายระดับโลก
นายเอกนิติ ระบุว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความเปิดกว้างด้านการค้าและการลงทุนเป็นหัวใจสำคัญในการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยและอาเซียนมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความผันผวน ความไม่แน่นอน และความซับซ้อนของสถานการณ์โลกในปัจจุบัน การสร้างความยืดหยุ่นและขีดความสามารถในการฟื้นตัว (Resilience) ร่วมกันในเชิงเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่ง
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงแนวคิดทางเศรษฐกิจในยุคนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย 4 เมกะเทรนด์สำคัญ (Four Major Shifts) ที่ส่งผลกระทบโดยตรงและไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ขอบเขตพรมแดนของประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น ดังนี้
1.ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์
นายเอกนิติ ชี้ว่า ในอดีตการตัดสินใจทางเศรษฐกิจและการลงทุนมักจะมุ่งเน้นไปที่ “ประสิทธิภาพ” (Efficiency) ของประเทศคู่ค้าเป็นหลัก แต่ในปัจจุบัน “ประสิทธิภาพ” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องมาพร้อมกับ “ความมั่นคงปลอดภัย” (Security) ด้วย ส่งผลให้มาตรการทางภาษี การควบคุมการส่งออก การอุดหนุน และกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าที่เข้มงวดมากขึ้น กลายมาเป็นปัจจัยหลักในการกำหนดทิศทางการค้าและการลงทุน
ขณะเดียวกัน มาตรการปกป้องทางการค้าในตลาดหนึ่งอาจส่งผลให้สินค้าส่วนเกินไหลทะลักไปยังอีกตลาดหนึ่งได้ ด้วยเหตุนี้ บริษัทระดับโลกจึงกำลังมองหาแหล่งลงทุนที่น่าเชื่อถือและต้องการห่วงโซ่อุปทานที่มีความหลากหลาย
นายเอกนิติ มองว่าภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ทั้งในระดับรัฐต่อรัฐ (G2G) เพื่อร่วมกำหนดกฎเกณฑ์ โครงสร้างพื้นฐาน และมาตรฐานร่วมกัน รวมถึงการร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับเอกชนด้วยกันเอง (P2P) ในด้านห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการเป็นพันธมิตรร่วมกันระหว่างรัฐและธุรกิจเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ ซึ่งงาน Bangkok Business Summit ครั้งนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมในการแสดงให้โลกเห็นถึงความร่วมมือดังกล่าว
2.เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ปัจจุบันเทคโนโลยี AI กำลังกลายเป็นแหล่งผลิตภาพ (Productivity) อิทธิพลเชิงยุทธศาสตร์ และความสามารถในการแข่งขันยุคใหม่ การเข้าถึงเซมิคอนดักเตอร์ พลังการประมวลผล ข้อมูลและศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ตลอดจนบุคลากรที่มีทักษะ (Talent) มีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างมากต่อทั้งการเติบโตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในภาคการผลิต ปรับปรุงบริการ และสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ แต่เทคโนโลยีนี้ก็จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีการทำงานและทักษะที่ภาคธุรกิจต้องการในอนาคตด้วย
สำหรับไทยและอาเซียน ความท้าทายไม่ใช่เพียงแค่การแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในด้าน AI เท่านั้น แต่ต้องร่วมมือกันเพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะกระจายตัวไปสู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง เพื่อให้ภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ตลอดจนประชาชนในชุมชนท้องถิ่นได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง
ปัจจุบันอาเซียนมีรากฐานระบบชำระเงินดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันในระดับหนึ่งแล้ว เช่น การเชื่อมระบบ PromptPay ของไทยเข้ากับ PayNow ของสิงคโปร์ ทำให้นักท่องเที่ยวสแกนจ่ายเงินได้สะดวกเหมือนอยู่บ้าน แต่ภูมิภาคยังต้องดำเนินการเพิ่มขึ้นในด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ การพัฒนาบุคลากรด้าน AI ในระดับภูมิภาค การประยุกต์ใช้ AI ในชุมชน และระบบการป้องกันปัญหาภัยโกงและสแกมเมอร์ออนไลน์ โดยนายเอกนิติหวังว่ากรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ที่ได้มีการลงนามร่วมกันจะช่วยผลักดันแนวคิดนี้ให้ก้าวไกลยิ่งขึ้น
3.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
ภัยแล้งและอุทกภัยที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งกำลังส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรม แหล่งอาหาร และโรงงานอุตสาหกรรมอย่างรุนแรง ทำให้ความมั่นคงทางอาหารและความเสถียรในภาคการผลิตมีความสำคัญยิ่งขึ้น นายเอกนิติยกตัวอย่างเหตุการณ์อุทกภัยในอดีตของไทยที่เคยส่งผลกระทบและหยุดชะงักห่วงโซ่อุปทานการผลิตแล็ปท็อปและคอมพิวเตอร์ทั่วโลก ดังนั้น อาเซียนในฐานะศูนย์กลางอาหารและฐานการผลิตของโลกจึงจำเป็นต้องทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศร่วมกัน
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังบีบบังคับให้ทุกประเทศต้องหันมาปรับปรุงกระบวนการจัดการด้านพลังงาน ซึ่งอาเซียนมีความได้เปรียบจากการผสมผสานทรัพยากรพลังงานหมุนเวียน ความต้องการทางอุตสาหกรรม ความสามารถด้านเงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยีที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ โครงการ โครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเพื่อสร้างความมั่นคงและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ภูมิภาค
4.การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร
ในขณะที่ประชากรมีอายุขัยเฉลี่ยยืนยาวขึ้น แต่อัตราการเกิดกลับลดลง ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อกำลังแรงงาน ผลิตภาพ ตลอดจนงบประมาณด้านสาธารณสุขและการคลังของประเทศ อย่างไรก็ดี นายเอกนิติชี้ว่าความท้าทายทางสังคมและกายภาพนี้สามารถเปลี่ยนเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ได้เช่นกัน เช่น ธุรกิจบริการทางการแพทย์และสุขภาพ (Medical & Wellness Services) อาหารเพื่อสุขภาพ และยารักษาโรค
เมื่อพิจารณาในระดับภูมิภาค ประเทศไทยและสิงคโปร์เป็นประเทศที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ประเทศกลุ่มเพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์ เวียดนาม และ สปป.ลาว ยังคงมีสัดส่วนประชากรวัยแรงงานที่อายุน้อยกว่ามาก จุดนี้ถือเป็นความเกื้อกูลกันทางเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่ง (Complementarity)โดยไทยและสิงคโปร์สามารถแบ่งปันความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์ การวางแผนการออมเงิน และการปรับสภาพแวดล้อมในการทำงานเพื่อรองรับอายุขัยที่ยาวนานขึ้น พร้อมส่งเสริมอุตสาหกรรมดูแลสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Wellness Tourism) ตลอดจนระบบเศรษฐกิจผู้สูงวัย (Silver Economy)
ในขณะที่เวียดนาม สปป.ลาว และฟิลิปปินส์ สามารถสนับสนุนด้านกำลังแรงงานให้แก่ไทยและสิงคโปร์ผ่านกลไกการเคลื่อนย้ายแรงงานที่สะดวกและเป็นธรรมมากขึ้นในภูมิภาค ซึ่งจะเปลี่ยนเรื่องการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจาก “อุปสรรคของการเติบโต” ให้กลายเป็น “พลังขับเคลื่อนการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด”
นายเอกนิติ ได้เน้นย้ำถึงแนวคิด “New Horizons” ภายใต้ธีมการประชุมของธนาคารโลกในปีนี้ คือ “Entering New Horizons: Empowering People, Building Resilience” (การก้าวสู่ขอบฟ้าใหม่: เสริมสร้างพลังประชาชน สร้างความยืดหยุ่นเพื่อรองรับอนาคต) ซึ่งขอบฟ้าใหม่นี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการดึงดูดเงินลงทุน เทคโนโลยี หรือโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่หมายถึงการที่ปัจจัยเหล่านี้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพสูงขึ้น สะอาดขึ้น และยืดหยุ่นมากขึ้น โดยส่งผ่านมูลค่าทางเศรษฐกิจไปถึงประชาชนในระดับฐานราก
“รัฐบาลมีหน้าที่ในการกำหนดกลยุทธ์และเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดความสำเร็จ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ภาคเอกชนคือผู้ที่รู้สถานการณ์จริงในพื้นที่ และเป็นผู้เปลี่ยนความคิดที่ดีให้กลายเป็นการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง ดังนั้น ความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างภาครัฐและเอกชนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด” นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ กล่าวเสริมว่า ประเทศไทยพร้อมที่จะทำหน้าที่เป็น “Trusted Connector” ที่เปิดกว้าง น่าเชื่อถือ และเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ แต่เพียงจุดเชื่อมเดียวไม่เพียงพอที่จะสร้างความทนทานต่อวิกฤตได้ อาเซียนจำเป็นต้องเชื่อมโยงจุดแข็งที่มีอยู่ทั่วภูมิภาคเข้าด้วยกันเพื่อรองรับแรงกระแทกจากวิกฤตครั้งต่อไป และร่วมมือกันปฏิรูปอาเซียนให้เติบโตไปพร้อม ๆ กัน



