เมื่อวันที่ 4 ก.ย. นายกร (นามสมมุติ) อายุ 29 ปี ชาวแม่ฮ่องสอน วิดีโอคอลระหว่างทำพิธีฝังศพภรรยาและลูก เพื่อร้อง มูลนิธิปวีณา หงสกุล เพื่อเด็กและสตรี โดยระบุว่า ภรรยาท้องแก่ครบกำหนดคลอดวันที่ 1 ก.ย. 69 ทางโรงพยาบาลนัดไปกระตุ้นการคลอดวันที่ 31 ส.ค. 69 ภรรยาได้รับการตรวจเวลา 16.00 น. โดยแพทย์ได้ทำการอัลตราซาวด์ พบว่าเด็กในครรภ์ปกติดี น้ำหนัก 3 กิโลกรัมกว่าๆ และแพทย์ได้ทำการกระตุ้นการคลอด แต่มดลูกยังไม่เปิดจึงให้กลับบ้านไปก่อน

จนเวลาประมาณเกือบ 01.00 น. วันที่ 1 ก.ย. 69 ภรรยามีอาการเป็นตะคริวที่แผ่นหลัง ปวดท้อง อาเจียน จึงได้รีบนำส่ง รพ. แพทย์ตรวจพบว่าปากมดลูกเปิดเพียง 2 ซม. จึงจะต้องทำการผ่าคลอด แต่ทาง รพ. ไม่มีแพทย์ผ่าตัดและไม่มีเครื่องมือ จึงจะต้องส่งตัวไป รพ. ในเมืองแม่ฮ่องสอน รอจนถึงเช้าภรรยารู้สึกหายใจไม่ค่อยออก จึงต้องใส่สายออกซิเจน ต่อมาทาง รพ. ส่งตัวไป รพ. ในเมืองแม่ฮ่องสอน เวลาประมาณ 10.00 น. ของวันที่ 1 ก.ย. 69 ซึ่งจะต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชม.

เมื่อขึ้นรถออกเดินทางไปประมาณ 10 นาที ภรรยาเกิดช็อกหมดสติ ทางรถ รพ. จึงต้องวกรถกลับมาที่ รพ. เดิม และนำตัวภรรยาส่งเข้าห้องฉุกเฉินปั๊มหัวใจ แต่ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ ภรรยาและลูกในครรภ์เสียชีวิตลงในเวลา 11.40 น. ตนติดใจสาเหตุการเสียชีวิตว่าเพราะเหตุใด และการส่งต่อคนไข้กรณีเร่งด่วนช้าไปหรือไม่ จึงอยากขอให้มูลนิธิปวีณาฯ ช่วยตรวจสอบและให้ความเป็นธรรมด้วย ขณะที่วานนี้ 3 ก.ย. 69 ทาง รพ. ได้ออกแถลงการณ์ กรณีการเสียชีวิตของมารดาและทารกในครรภ์ ระบุว่า ตอนนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงกระบวนการรักษาและรอผลชันสูตรอย่างเป็นทางการ “ปวีณา” กล่าวขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับครอบครัวผู้เสียชีวิต “ปวีณา” ได้ประสาน นพ.ทศพล ดิษฐ์ศิริ สสจ.แม่ฮ่องสอน ตรวจสอบกรณีเร่งด่วน เพื่อให้ความเป็นธรรมกับครอบครัวผู้สูญเสีย และ “ปวีณา” ได้ประสาน นายปกรณ์ จีนาคำ สส.แม่ฮ่องสอน และมอบหมายให้ลงพื้นที่ให้การช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิต และจะติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดต่อไป

นายกร เล่าอีกว่า รู้สึกเสียใจมากเพราะภรรยาตั้งครรภ์ลูกคนแรก หลังภรรยาและลูกเสียชีวิต ได้ทำการส่งชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตอยู่ระหว่างรอผลการชันสูตร พร้อมแจ้งความไว้เป็นหลักฐานกับพนักงานสอบสวน สภ.ขุนยวม ขณะนี้ตนได้นำร่างภรรยาและลูกกลับจากโรงพยาบาลมาประกอบพิธีตามศาสนาที่บ้าน แต่ยังเคลือบแคลงใจกับการเสียชีวิตของภรรยาและลูกในท้อง จึงรีบติดต่อมาขอความเป็นธรรมกับมูลนิธิปวีณาฯ เพื่อขอความเป็นธรรมดังกล่าว