จากกรณีเมื่อวันที่ 4 ก.ย. 69 ที่ผ่านมา นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ ได้เดินทางมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ก่อนเปิดเผยถึงความคืบหน้าเรื่องสืบสวนที่ 108/2568 ซึ่งรับผิดชอบสืบสวนโดยคณะพนักงานสืบสวน กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตรวจสอบพื้นที่สนามบินส่วนบุคคลในบริเวณ ต.ขนงพระ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยเป็นการสืบสวนเกี่ยวกับทางสาธารณประโยชน์ในพื้นที่สนามบินส่วนบุคคล เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงถึงการขออนุญาตใช้ถนนสาธารณะเป็นทางวิ่ง (Runway) ของอากาศยานในสนามบินขนงพระ โดยพบว่าเรื่องนี้ไปเกี่ยวข้องกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพราะมีการลงนามในเอกสารขออนุญาตใช้ถนนสาธารณะเป็นทางวิ่ง (Runway) ของอากาศยานในสนามบินขนงพระ เพื่อเป็นทางวิ่งอากาศยานส่วนบุคคลยาวประมาณ 1.5 กิโลเมตร ทั้งยังปรากฏภาพข่าวว่าถนนสาธารณะดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนตำบลขนงพระ และเนื่องด้วยเป็นทางสาธารณะที่ประชาชนใช้สัญจรร่วมกันมาเป็นเวลานาน จึงก่อให้เกิดความเดือดร้อนและความไม่ปลอดภัยต่อคนในพื้นที่ ขณะที่จุดสิ้นสุดของเส้นทางสาธารณะดังกล่าวก็พบว่าด้านหลังสุดมีสนามหญ้าที่ถูกใช้เป็นสนามกอล์ฟไปแล้ว ทำให้เกิดคำถามต่อกระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษว่า สำนวนสืบสวนการตรวจสอบสนามบินขนงพระ ซึ่งเชื่อมโยงกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล และบุคคลในครอบครัว ได้ดำเนินการไปถึงขั้นตอนใด อีกทั้งภายหลังการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ส่งผลทำให้สนามบินขนงพระต้องหยุดทำการบิน และการประกอบธุรกิจไปนั้น
ความคืบหน้าวันที่ 6 ก.ย. มีรายงานข่าวว่า สำหรับสำนวนเรื่องสืบสวนที่ 108/2568 ของกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยในช่วงของการสืบสวนและแสวงหาข้อเท็จจริงกับพยานหลักฐาน เจ้าหน้าที่ดีเอสไอได้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุตามที่มีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ตรวจสอบ พบถนนสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันสนามบินขนงพระ ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลขนงพระ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ใกล้กับสนามกอล์ฟ ชื่อ “Rancho Charnvee Resort Khaoyai & Country Club แรนโช ชาญวีร์ รีสอร์ท แอนด์ คันทรี คลับ เขาใหญ่” และที่ดินของบริษัท กอล์ฟเขาใหญ่ จำกัด ซึ่งเป็นของคนในครอบครัว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 68 มีรายงานว่า พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผอ.กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบตามคำสั่งของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หลังได้รับเรื่องร้องเรียนว่ามีการนำถนนสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันไปใช้เป็นทางวิ่งขึ้น-ลงของอากาศยานส่วนบุคคล ลักษณะประกอบธุรกิจในทางการค้าเพื่อแสวงหาผลกำไรมาแบ่งปัน อย่างไรก็ตาม ผลการลงพื้นที่ในครั้งนั้น เจ้าหน้าที่ดีเอสไอพบว่ามีทางวิ่งอากาศยาน หรือรันเวย์ (Runway) ตามข้อร้องเรียน โดยมีความกว้างประมาณ 19 เมตร ยาวประมาณ 1,000 เมตร พาดผ่านทับทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน ซึ่งกว้างประมาณ 3.5 เมตร ยาวประมาณ 450 เมตร อยู่ในบริเวณดังกล่าว

ตามหลักการแล้วพื้นที่ส่วนที่เป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน อยู่ในความดูแลของนิคมสร้างตนเองลำตะคอง ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนตำบลขนงพระ ดังนั้น การอนุญาตใช้พื้นที่จึงต้องตรวจสอบจากนิคมสร้างตนเองลำตะคอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เพียงการพิจารณาเฉพาะหนังสือของ อบต.ขนงพระ เท่านั้น อย่างไรก็ดี ในช่วงปลายปี 2568 พบว่าเจ้าหน้าที่ดีเอสไอได้มีการตรวจสอบและขยายผลอย่างต่อเนื่อง โดยประสานขอเอกสารจากอย่างน้อย 5 หน่วยงาน ได้แก่ 1.อบต.ขนงพระ 2.กรมที่ดิน 3.นิคมสร้างตนเองลำตะคอง 4.สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และ 5.สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งภายหลังการตรวจสอบอย่างเข้มข้นของดีเอสไอ พบว่าสนามบินขนงพระได้หยุดทำการบิน และการประกอบธุรกิจการบินจนถึงปัจจุบัน ซึ่งข้อเท็จจริงส่วนนี้มีความสำคัญ เพราะหากก่อนหน้านั้นสนามบินขนงพระมีอากาศยานขึ้น-ลง แต่ท้ายสุดต้องหยุดลงภายหลังถูกดีเอสไอเริ่มต้นสืบสวนตรวจสอบ ย่อมสะท้อนว่าการเปิดสำนวนสืบสวนของดีเอสไอมีผลต่อการใช้งานสนามบินขนงพระอย่างมีนัยสำคัญ โดยหน่วยงานของรัฐควรต้องชี้แจงอย่างเป็นทางการว่าสนามบินขนงพระหยุดทำการบิน และการประกอบธุรกิจการบินตั้งแต่วันใด หยุดเพราะใบอนุญาตสิ้นสุดหรือถูกสั่งระงับ หรือเจ้าของสมัครใจหยุดเอง รวมถึงต้องเปิดเผยข้อมูลเที่ยวบินก่อนและหลังการลงพื้นที่ เพื่อไม่ให้ข้อเท็จจริงสำคัญดังกล่าวถูกปล่อยให้คลุมเครือและไม่มีข้อสรุป

พื้นที่สนามบินขนงพระ เกี่ยวข้องกับที่ดินประมาณ 17 แปลง รวมเนื้อที่ประมาณ 174 ไร่ ถือครองในชื่อบุคคลหลายราย รวมถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี บุคคลในครอบครัว และบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจ โดยบริษัท เจริญคีรี จำกัด ซึ่งเกี่ยวข้องกับพื้นที่สนามบินขนงพระ เคยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและถือหุ้น ก่อนโอนหุ้นให้บุตรสาวเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2562 ขณะที่แผนที่สนามบินขนงพระแสดงให้เห็นว่ารันเวย์พาดผ่านหรือเชื่อมต่อที่ดินหลายแปลง โดยมีพื้นที่ซึ่งถูกระบุว่าเป็นถนนสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันคั่นอยู่ตรงกลาง ปัจจุบันจึงมีประเด็นคำถาม ข้อสังเกตที่ไม่ใช่เพียงว่าใครมีชื่อเป็นเจ้าของโฉนด แต่รวมถึงต้องตรวจสอบต่อไปว่า ใครเป็นเจ้าของและผู้ควบคุม ครอบครองสนามบินขนงพระ ใครรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างและดำเนินงานสนามบินขนงพระ ใครประกอบกิจการ ใช้เครื่องบิน และได้รับกำไรและผลประโยชน์ทางการค้าจากสนามบินขนงพระ หรือเพื่อความเป็นธรรม นายอนุทิน ชาญวีรกูล และสมาชิกในครอบครัว และหุ้นส่วนทางธุรกิจ ยังคงใช้ หรือได้รับประโยชน์จากสนามบินขนงพระหรือไม่ ถนนสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน และที่ดินของรัฐถูกนำมารวมเป็นส่วนหนึ่งของรันเวย์ และกิจการสนามบินตั้งแต่เมื่อใด สนามบินขนงพระมีการใช้งานก่อนได้รับอนุญาตในแต่ละคราวหรือไม่ ผู้ใดเป็นผู้ลงนามขออนุญาต ผู้ใดเป็นผู้อนุญาตในแต่ละครั้ง และการอนุญาตชอบด้วยกฎหมาย หรือใช้อิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ เนื่องจากมีผู้ที่อาจได้รับประโยชน์ ผลกำไร และผลประโยชน์ในทางการค้าจากการประกอบธุรกิจส่วนตัวของสนามบินขนงพระ ดังนั้น การตรวจสอบจึงต้องทำให้กระจ่างชัดเจน และต้องแยกผู้มีส่วนได้เสียออกจากกระบวนการสั่งการ ควบคุม

อนึ่ง หากย้อนไปดูข้อมูลความคืบหน้าเมื่อวันที่ 17 มี.ค. 69 พบว่า สำนวนการสืบสวนเรื่องการขออนุญาตใช้ถนนสาธารณะเป็นทางวิ่ง (Runway) ของอากาศยานในสนามบินขนงพระ ต.ขนงพระ จ.นครราชสีมา ของพนักงานสอบสวนตำรวจ สภ.ปากช่อง ที่ได้รับการร้องทุกข์กล่าวโทษจากประชาชนผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนตำรวจ สภ.ปากช่อง ได้สอบปากคำผู้เสียหาย รวบรวมพยานหลักฐานและสรุปสำนวนพร้อมความเห็นทางคดีส่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อไต่สวนตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค. 2568 ในข้อกล่าวหาความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ และการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 พร้อมระบุรายละเอียดพฤติการณ์และข้อเท็จจริงของเจ้าหน้าที่รัฐ นิติบุคคล และบุคคลธรรมดาที่เข้าไปเกี่ยวข้องในคดีดังกล่าวให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาไต่สวนตามกฎหมาย อาทิ บริษัท เจริญคีรี จำกัด, นายอนุทิน ชาญวีรกูล, นางอนิลรัตน์ นิติสาโรจน์ (น้องสาวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล), น.ส.นัยน์ภัค ชาญวีรกูล (ลูกสาวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล) น.ส.ปราณี พิริยะมาสกุล (ลูกหนี้/ถือหุ้นแทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล) เป็นต้น ขณะที่ความคืบหน้าการสืบสวนคดีดังกล่าวของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้เรื่องสืบสวนที่ 108/2568 ก็ได้มีการสรุปสำนวนสืบสวนส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริงเเล้วเช่นกันเมื่อเดือน ธ.ค. 68 ที่ผ่านมา เนื่องจากเรื่องร้องเรียนกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าว เป็นการสืบสวนสอบสวนในเรื่องเดียวกัน ประเด็นเดียวกันกับทางพนักงานสอบสวนตำรวจ สภ.ปากช่อง ดังนั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงต้องส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อรวมเรื่องดำเนินการตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 แต่จนผ่านมากว่า 9 เดือน นับแต่ดีเอสไอยุติเรื่องสืบสวนส่ง ป.ป.ช. ปัจจุบันนี้ยังไร้วี่แววความคืบหน้าว่ามีการดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องรายใดบ้างแล้วหรือไม่.



