เมื่อวันที่ 6 ก.ย. นายจิรวัฒน์ จังหวัด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงภาพรวมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมขนส่งของประเทศ ว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาสำคัญในโครงการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) รวมถึงโครงการพัฒนารถไฟทางคู่ทั่วประเทศ ก่อนจะเกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการให้บริการประชาชน โดยโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ซึ่งเป็นแกนหลักในการพัฒนาพื้นที่อีอีซี ครอบคลุมกรุงเทพมหานคร ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยองนั้น มีกระแสข่าวว่าภาคเอกชนต้องการสัญญาสิ้นสุดลง เพราะมองว่าไม่คุ้มค่าหลังผ่านพ้นไปกว่า 7 ปี ซึ่งเรื่องนี้น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะรัฐบาลไทยได้เดินทางไปโรดโชว์ทั่วโลกเพื่อดึงดูดการลงทุน หากปล่อยให้ยกเลิกสัญญา จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติอย่างรุนแรง นอกจากนี้ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับโครงการพัฒนาเมืองการบินและสนามบินอู่ตะเภา หากโครงการใดโครงการหนึ่งต้องหยุดชะงักลง โครงการอื่นก็ไม่สามารถขับเคลื่อนต่อได้อย่างสมบูรณ์
รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ ผลกระทบต่อประชาชนคนเมืองหลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ โซนตะวันออก เนื่องจากมีข้อมูลว่าหากเอกชนสิ้นสุดสัญญา อาจหยุดให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ซึ่งปัจจุบันมีผู้โดยสารและผู้เดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิใช้งานสูงถึง 60,000–80,000 คนต่อวัน หากเกิดการหยุดให้บริการกะทันหันโดยที่รัฐบาลยังไม่มีมาตรการรองรับ จะสร้างความเดือดร้อนอย่างมหาศาล จึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เร่งเข้ามาสางปัญหานี้ อย่าปล่อยให้โครงการมูลค่ากว่า 1.3–1.5 แสนล้านบาท ต้องนับหนึ่งใหม่ หรือถูกทิ้งขว้างเพียงเพราะมุ่งเน้นจะเปิดโครงการใหม่ๆ อย่างเช่นโครงการแลนด์บริดจ์ จนลืมฐานเดิมที่มีศักยภาพอยู่แล้ว

นายจิรวัฒน์ กล่าวว่า ส่วนการอนุมัติโครงการรถไฟทางคู่ภาคใต้ ระยะทางกว่า 500 กิโลเมตร (ชุมพร-ปาดังเบซาร์) ในการประชุม ครม.สัญจรครั้งที่ผ่านมานั้น ยังมีความไม่ต่อเนื่องของแผนงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ที่รัฐบาลอนุมัติให้เป็นระบบรถไฟดีเซลธรรมดา ทั้งที่เคยมีการศึกษาการติดตั้งระบบรถไฟฟ้า (EV/Electrified Train) มาตั้งแต่ปี 2558 ขณะที่ปัจจุบันรถไฟของประเทศมาเลเซียเป็นระบบไฟฟ้า วิ่งมาสิ้นสุดที่ชายแดนปาดังเบซาร์ หากไทยลงทุนระบบไฟฟ้าเชื่อมต่อเข้าสู่ตัวเมืองหาดใหญ่ จ.สงขลา จะช่วยอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเดินทางเข้าสู่หาดใหญ่ได้ทันทีโดยไม่ต้องเปลี่ยนขบวนรถ ซึ่งผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ชี้ชัดว่าการติดตั้งระบบไฟฟ้ามีความคุ้มค่ามากกว่ารถไฟดีเซล จึงอยากให้กระทรวงคมนาคมและสนข.พิจารณาปรับแผน เพื่อให้เกิดการลงทุนครั้งเดียว ไม่ต้องเสียงบประมาณซ้ำซ้อนในอนาคต
รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า ภาพรวมการลงทุนรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ ทั้งเส้นทางใหม่ไป จ.นครพนม และเชียงราย รวมระยะทางนับพันกิโลเมตรนั้น รัฐบาลมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างราง แต่กลับไม่พูดถึงตัวรถไฟที่จะนำมาวิ่งให้บริการรถไฟทางคู่ที่สร้างเสร็จแล้ว ยังใช้ขบวนรถไฟที่มีอายุการใช้งานยาวนาน 30–60 ปี แม้ทางรถไฟจะเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว แต่ไม่อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจตามที่รัฐบาลอ้างได้ หากไม่มีขบวนรถไฟที่เพียงพอมาวิ่งให้บริการ รัฐบาลจึงควรจัดทำแผนการจัดซื้อขบวนรถไฟใหม่ให้สอดคล้องกับระยะเวลาและจำนวนผู้โดยสาร รวมถึงยังพบปัญหาขาดแคลนบุคลากรของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มากกว่า 2,000 ตำแหน่ง ทั้งพนักงานขับรถ พนักงานดูแล และช่างเครื่อง จนส่งผลให้เกิดภาวะคนขับรถเหนื่อยล้าและขาดเวลาพักผ่อน จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งอนุมัติเปิดรับบุคลากรเพิ่มตามแผนพัฒนาของ รฟท. เพื่อไม่ให้การลงทุนงบประมาณแสนล้านบาทของประเทศ ต้องกลายเป็นเพียง “อนุสาวรีย์ทางคู่” ที่มีแต่ราง แต่ไม่มีรถและไม่มีคนเดินรถ ให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าจริง.



