เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในกิจกรรม NDC’68 Symposium ภายใต้แนวคิด “Resilient Thailand” ของหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 โดยนายกฯ กล่าวว่า ในอดีตที่เราพูดถึงความมั่นคง เราจะพูดถึงการจัดหาหรือซื้ออาวุธอะไรให้ประเทศมีความพร้อม วันนี้หลายประเทศผลิตอาวุธได้ แต่ก็ไม่ทราบว่าวันไหนเขาจะอยู่ข้างไหน หรือเขาจะเลือกว่าจะให้อาวุธนี้กับใคร เราไม่ต้องการที่จะอยู่ภายใต้จมูกของใคร แต่เราต้องหายใจด้วยตัวเอง
ซึ่งทุกวันนี้นักศึกษา วปอ.หลายคน ที่อยู่ในแวดวงความมั่นคง คงจะได้เห็นว่าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมีการพัฒนาไปมากพอสมควร แต่สิ่งที่ยังขาดอยู่ คือการสนับสนุนอย่างเต็มที่ของรัฐบาลไทย ซึ่ง รมว.กลาโหมได้พยายามสร้างความมั่นใจให้กับตน ว่าอุตสาหกรรมป้องกันในประเทศของไทย ถือว่าสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในระดับหนึ่ง และจะเป็นสิ่งที่ทำให้ได้รับความยำเกรง จากผู้ที่คิดจะมาต่อกรกับเราได้ในระดับที่เรียกว่าวางใจได้เลยทีเดียว
รัฐบาลเข้ามาในช่วงที่มีความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่ค่อนข้างรุนแรง แต่สิ่งที่ทำให้เรามีความมั่นใจมาตลอดเวลา ก็คือความพรั่งพร้อมของกองทัพ เดิมเคยคิดว่า ทุกวันนี้จะไปรบกับใคร ต้องพึ่งพาระบบเศรษฐกิจ แต่อีกสิ่งที่การันตีชัยชนะของเราคือความพรั่งพร้อมของกองทัพ ซึ่งนี่ต้องยอมรับจริงๆ สิ่งเหล่านี้จะทำให้แม้แต่ความตั้งสงบต้องเตรียมรบให้พร้อมสรรพ เรื่องนี้จะต้องมาเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล ในการป้องกันประเทศ
และต้องทำให้เขาเห็นว่าอย่าทำอีก ถ้าเขาทำอีก เราก็ต้องตอบสนอง และเขาตัดสินใจผิดที่จะมาวุ่นวาย หรือรุกรานประเทศไทย ขอให้ความมั่นใจ กับนักศึกษา วปอ.68 สิ่งรัฐบาลได้ร่วมกันปกป้องประเทศมาโดยตลอด เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นและเป็นสิ่งที่เหมาะสมต่อสถานการณ์ทั้งสิ้น แล้วเราก็ยังคงต้องเตรียมความพร้อมเช่นนี้ ตราบใดที่ความสัมพันธ์ทางการทูตยังไม่ถูกสถาปนากลับมาอีกครั้ง

“ตั้งแต่ผมได้เข้ามาบริหารประเทศในรัฐบาลอนุทิน 1 ตั้งแต่เดือน ก.ย. และขาดตอนเดือน ธ.ค. สิ่งที่การันตีชัยชนะของเราคือ ความพร้อมของกองทัพ ต้องยอมรับจริงๆ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ทำให้คำว่า แม้หวังตั้งสงบ ต้องเตรียมรบให้พร้อมสรรพ ที่ต้องกลับมาที่นโยบายหลักของรัฐบาลอีกครั้ง ในเรื่องการป้องกันประเทศ ผมและผู้นำเหล่าทัพได้หารือกันตลอดเวลา และมีความเห็นตรงกันว่าไม่มีทางเลือกอื่นที่จะต้องสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในประเทศให้รู้สึกปลอดภัย” นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดตรงตะเข็บชายแดน อาจจะมีความรู้สึกมากกว่าเรา เพราะไม่รู้ว่าวันไหนจะมีเสียงระเบิดตกใส่ มีหลายครั้งตกกลางหลังคาบ้าน ซึ่งอาวุธที่เขาถล่มเข้ามามีความรุนแรง มีกำลังมีพลัง และมีน้ำหนักมาก ด้วยความเร็วและทิศทางที่กำกับไม่ได้ และไม่ได้ตกในพื้นที่ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ เขามีอยู่ 10,000 ลูกใช้ไป 7,000 ลูกเข้ามาในประเทศไทย ถ้าจะบอกว่าไม่เป็นไร บอกว่ารับได้ เราก็ไม่ใช่คนไทย สิ่งที่เราถูกกระทำมาแล้วมีคำตอบเดียว คือ ต้องสู้กลับไม่มีทางเลือกอื่น และต้องให้เห็นว่าอย่าทำอีก นี่เป็นเรื่องสำคัญหากทำอีก เราก็พร้อมที่จะตอบสนองให้รู้ว่าเขาตัดสินใจผิดที่คิดจะมาวุ่นวายมารุกรานประเทศไทย
“ความพร้อมหลังจากนี้มีอยู่แล้วเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นเราทุกคนสามารถที่จะใช้ชีวิตได้ตามปกติ วางแผนทุกๆ อย่างในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ทั้งฝั่งภาคเอกชนก็ดำเนินการวางแผนในการขยายกิจการธุรกิจของท่าน ในแวดวงราชการท่านก็วางแผนพัฒนาระบบการทำงาน สามารถวางแผนได้โดยตั้งสมมุติฐานว่ามีความเป็นปกติ เพราะไม่มีศัตรูของประเทศจากที่ไหนก็ตามที่จะเข้ามาทำร้าย หรือเข้ามาทำให้ประเทศไทยเกิดความเสียหายจากการคุกคาม ทำร้ายลูกหลานของพวกเขาได้” นายกฯ กล่าว.




