เมื่อวันที่ 7 ก.ย. ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือพูดคุยกับดาโตะ เซอรี อูตามา ฮาจี โมฮามัด บิน ฮาจี ฮาซัน รมว.ต่างประเทศมาเลเซีย และ ดาโต๊ะ ราชา นูร์ชิรวาน บิน ไซนัล อาบิดิน เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติมาเลเซีย เพื่อติดตามผลการหารือระดับผู้นำและผลักดันความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ว่า การเยือนครั้งนี้เป็นการติดตามผลการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทยและมาเลเซีย เมื่อต้นเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา รวมทั้งรับมือกับสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 ก.ค. และ 22 ส.ค. 2569 ซึ่งเป็นประเด็นที่นายกฯ ห่วงใยเป็นพิเศษต่อความปลอดภัยของประชาชน ทั้งนี้ ในการหารือกับ รมว.ต่างประเทศและเลขาธิการสภาความมั่นคงของมาเลเซีย เน้นย้ำใน 2 ประเด็นหลัก คือ ความมั่นคงตามแนวชายแดนร่วมกันและการพัฒนาพื้นที่ชายแดน โดยมีมาตรการเร่งด่วนที่ตกลงร่วมกัน คือโครงการรั้วความมั่นคง ซึ่งฝ่ายมาเลเซียมีแผนการสร้างรั้วความมั่นคงอยู่แล้ว ทั้ง 2 ฝ่ายจึงเห็นพ้องให้กางแผนงานร่วมกันเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน โดยเน้นครอบคลุมพื้นที่อ่อนไหวที่เสี่ยงต่อการก่ออาชญากรรมข้ามชาติและยาเสพติด และการยกระดับข่าวกรอง มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนข่าวกรองเชิงลึกที่มีความแม่นยำและทันต่อเหตุการณ์ เพื่อช่วยตัดสินใจและรับมือสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที 

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนการลาดตระเวนร่วม มอบหมายให้ฝ่ายทหารดำเนินการผ่านกรอบคณะกรรมการชายแดนระดับภูมิภาค (อาร์บีซี) และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ไทย-มาเลเซีย ทั้งนี้ที่ประชุมยังเน้นย้ำถึงการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดความมั่นคงอย่างยั่งยืน โดยเตรียมนำโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ ถนน สะพาน และระบบราง มาทบทวนและเชื่อมโยงกันในการประชุมคณะกรรมการร่วมทั่วไป (เจซี) และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาพื้นที่ชายแดนที่จะมีขึ้นในปลายเดือน ต.ค. นี้ เพื่อตัดปัญหาโครงการซ้ำซ้อนและเชื่อมโยงการค้าชายแดนอย่างไร้รอยต่อ

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าของกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยนั้น ฝ่ายไทยยืนยันความพร้อม โดยมีนายฐนัตถ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยฝ่ายไทยเช่นเดิม ขณะที่ฝ่ายมาเลเซียอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาคัดเลือกผู้อำนวยความสะดวกฯ คนใหม่ที่เหมาะสม ขณะที่ฝ่ายไทยระบุชัดเจนว่า การพูดคุยจะคืบหน้าได้ต่อเมื่อสถานการณ์ในพื้นที่สงบลง จึงขอความร่วมมือให้กลุ่มบีอาร์เอ็นทุกปีก ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายความมั่นคง มีท่าทีที่เป็นเอกภาพในการยุติเหตุความรุนแรง พร้อมทั้งเตรียมเปิดพื้นที่ให้ประชาชนและภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการพูดคุยมากขึ้น เพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายการลดเหตุความไม่สงบในพื้นที่ภายในปี 2570 ต่อไป

“มาเลเซียยืนยันว่าความมั่นคงของไทยคือความมั่นคงของมาเลเซีย เพราะมีผลประโยชน์ร่วมกับไทยในการส่งเสริมความมั่นคงชายแดน และยืนยันว่ารัฐบาลมาเลเซียไม่มีความประสงค์ที่จะให้ใครใช้พื้นที่มาเลเซียไปบั่นทอนความมั่นคงของไทย” นายสีหศักดิ์ กล่าว

นายสีหศักดิ์ กล่าวให้ความมั่นใจกับประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ยุทธศาสตร์หลักของรัฐบาลคือการยึดมั่นกับแนวทางของรัชกาลที่เก้าคือการเข้าถึง เข้าใจ และพัฒนาประชาชนในพื้นที่ และการทำงานด้วยความเป็นเอกภาพของหน่วยงานในพื้นที่เช่นเดียวกับมิติของความมั่นคง ความปลอดภัย เพราะขณะนี้ เรื่องเศรษฐกิจก็ต้องบูรณาการ โครงการแต่ละโครงการของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นของส่วนรวมที่จะเกิดกับประชาชนในพื้นที่มากที่สุด การศึกษาและอัตลักษณ์ถือเป็นเรื่องสำคัญ จึงจำเป็นต้องคัดเลือกบุคลากรที่เหมาะสมไปอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และงานที่ตนเกี่ยวข้องโดยตรงคือความร่วมมือกับมาเลเซีย  

เมื่อถามว่ากลุ่มการเมืองในพื้นที่นี้เสนอแนะการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือการให้ประชาชนได้ปกครองตนเอง แนวคิดนี้รัฐบาลคิดว่าคือการแก้ปัญหาที่แท้จริงหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ทั้งความมั่นคงและเศรษฐกิจและประชาชนรัฐบาลต้องตอบสนองต่อความต้องการประชาชนในพื้นที่ และสิ่งที่ประชาชนต้องการตอนนี้ คือความปลอดภัย และความเป็นอยู่ที่ดี ส่วนแผนระยะยาว ตนย้ำว่าต้องเปิดกว้างต่อการรับฟัง เพราะมีการพูดคุยกันอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ต้องทำให้ประชาชนมีความมั่นใจในชีวิตและความปลอดภัย รวมถึงความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น คือเรื่องสำคัญที่สุด