เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 8 ก.ย. 69 พ.ต.อ.รนภัทร เพ็งหยวก ผกก.1 บก.ทท.2 (ขอนแก่น) พร้อมด้วย พ.ต.ท.วัชรธร ธีรเมทถิรชญาภา สว.กก.1 บก.ทท.2 และ ร.ต.อ.เพราพงษ์พันธุ์ คีรีเกษตร รอง สว.กก.1 บก.ทท.2 นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนตำรวจท่องเที่ยว เข้าทำการจับกุมนายหนึ่ง (นามสมมุติ) ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดเลย ในคดีเกี่ยวกับการร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หลังระบบกล้อง AI ที่ติดตั้งอยู่ในเขต จ.ขอนแก่น ได้ใช้เทคโนโลยีตรวจจับและเปรียบเทียบใบหน้า ได้แจ้งเตือนว่าพบบุคคลมีลักษณะตรงกับ นายหนึ่ง ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดเลย

พ.ต.อ.รนภัทร กล่าวว่า หลังระบบกล้องได้ยืนยันตัวบุคคล ชุดสืบสวนจึงเร่งแกะรอยติดตามตัว พบว่า ยังมีผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีเดียวกันหลบหนีอยู่อีก 2 ราย คือ นางสอง และ นายสาม โดยเบาะแสพบว่า นายหนึ่ง หลบหนีไปพักอาศัยกับแฟนใหม่ในพื้นที่ ต.บ้านเป็ด อ.เมืองขอนแก่น ส่วนนางสอง หลบหนีไปอยู่ในพื้นที่ อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ ขณะที่นายสาม หลบหนีไปพักอยู่ภายในคอนโดมิเนียมย่าน ต.บ้านเป็ด อ.เมืองขอนแก่น

“ชุดสืบสวนจึงกระจายกำลังพร้อมกัน 3 จุด เพื่อจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดตามหมายจับ และนำตัวมาสอบสวนที่ตำรวจท่องเที่ยวขอนแก่น ซึ่งผู้ต้องหาระบุว่าได้ร่วมกันก่อเหตุทวงหนี้นอกระบบจากผู้เสียหายรายหนึ่ง ในเขต จ.เลย โดยได้นำผู้เสียหายมากักขังและทวงหนี้ในรีสอร์ทแห่งหนึ่ง ก่อนจะปล่อยตัวไป ก่อนที่ผู้เสียหายจะเข้าแจ้งความเอาผิดผู้ต้องหาทั้งหมด” ผกก.1 บก.ทท.2 กล่าว

พ.ต.อ.รณภัทร กล่าวต่อว่า เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะ หรือ AI Camera เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการติดตามผู้ต้องหาหลบหนีคดี หลังระบบตรวจพบใบหน้าบุคคลต้องสงสัยในพื้นที่ ก่อนนำไปสู่การสืบสวนขยายผลและจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีเดียวกันได้ครบทั้ง 3 ราย อย่างไรก็ตาม กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวโดย พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. ได้มีนโยบายติดตั้งกล้องทั่วประเทศ ตั้งแต่ ก.ค. 67 ถึงปัจจุบัน รวมกว่า 30 จุดทั่วประเทศ โดยการจับกุมครั้งนี้ ถือว่าเป็นผู้ต้องหารายที่ 939 ก่อนที่จะควบคุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เชียงคาน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.