สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 8 ก.ย. ว่า งานศึกษาระบุว่า ยาสูบยังคงเป็นสาเหตุหลักของโรคต่าง ๆ ทั่วโลก โดยผู้ไม่สูบบุหรี่ที่สูดดมควันบุหรี่มือสองจำนวนมาก อยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ประมาณ 8 ล้านคนในปี 2566
“การสัมผัสกับควันบุหรี่มือสอง เป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก โดยไม่มีระดับการสูดดมใดที่ปลอดภัย” งานศึกษาระบุเสริม
According to a new analysis published in @TheLancetPH, more than 2.7 billion people were exposed to second-hand smoke in 2023, contributing to nearly 1.7 million deaths.
— The Lancet (@TheLancet) September 7, 2026
Explore the research ???? https://t.co/NinBaUL77d #GBD @IHME_UW pic.twitter.com/klyuNGacrY
ทั้งนี้ งานศึกษาพบว่า ในจำนวนประชากรประมาณ 2,700 ล้านคนที่สัมผัสกับควันบุหรี่มือสองในปี 2566 เป็นเด็กที่มีอายุระหว่าง 0-14 ปี จำนวน 767 คน อีกทั้งการสัมผัสกับควันบุหรี่มือสอง คาดว่าจะส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร 1.66 ล้านราย ตลอดจนทำให้เกิดความพิการและความเจ็บป่วยก่อนวัยอันควร โดยเฉพาะโรคหัวใจขาดเลือด
ยิ่งไปกว่านั้น งานศึกษายังอธิบายว่า ผู้คนที่อยู่ใกล้กับผู้ที่กำลังสูบบุหรี่ จะได้รับทั้ง “ควันข้างเคียง” จากผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ไหม้ และควันบุหรี่ที่ผู้สูบบุหรี่พ่นออกมา ซึ่งส่วนประกอบของควันข้างเคียงไม่ได้ผ่านการกรอง รวมถึงมีสารพิษและสารก่อมะเร็งในปริมาณต่อหน่วยที่เข้มข้นกว่า เมื่อเทียบกับอากาศที่ผู้สูบบุหรี่สูดดมเข้าไป
แม้อัตราการสูบบุหรี่ทั่วโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2533 แต่จำนวนผู้ที่สัมผัสกับควันบุหรี่ยังคงทรงตัว เนื่องจากการเพิ่มขนาดของประชากร และการสัมผัสกับควันบุหรี่มือสองที่เพิ่มขึ้นในแอฟริกาและตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ งานศึกษาชี้ให้เห็นว่า ผู้หญิงได้รับผลกระทบจากควันบุหรี่มือสองมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคที่มีอัตราการสูบบุหรี่ในผู้หญิงต่ำ.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



