จนมาถึงนายกรัฐมนตรี จากการเลือกตั้งอย่าง “นายกฯ นิด” เศรษฐา ทวีสิน และ “นายกฯ อิ๊งค์” น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ก็โดนจัดการด้วยประเด็นทางจริยธรรม เมื่อสอย “นายกรัฐมนตรี” กันง่าย การเมืองไทยก็มีความอ่อนไหวสูง?
ล่าสุดที่น่าสนใจ เมื่อ อ.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ไปกล่าวในงาน วปอ.68 เรื่อง “การเมืองไทยและสังคมไทยสำหรับอนาคต” ว่า การพ้นของตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทยในปัจจุบันที่เป็นอยู่ ทั้งกรณีของเศรษฐาและแพทองธาร เป็นเรื่องที่สามารถอธิบายให้กับคนในประเทศเข้าใจได้ แต่เป็นเรื่องยากมากในการอธิบายแก่นักวิชาการต่างประเทศให้เข้าใจถึงความซับซ้อนในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของเรา
ขณะที่การใช้อำนาจของวุฒิสภามีความชอบธรรมในระดับต่ำ สืบเนื่องจากระบบที่ให้สมาชิกวุฒิสภา (สว.) มาจากการเลือกกันเอง ซึ่งเป็นระบบที่เราคิดกันเอง ไม่เคยมีใครใช้มาก่อน ส่วนการที่รัฐธรรมนูญ สถาบันทางการเมือง และสถาบันทางสังคม จะมีความชอบธรรมนั้น ต้องทำให้ประชาชนยอมรับและมีความไว้เนื้อเชื่อใจด้วย แต่ปัญหาของเรา คือรัฐธรรมนูญและสถาบันทางการเมือง มีทั้ง 2 อย่างนี้อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ
แม้ มติเสียงข้างมาก เห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ยังมีข้อติดขัดทั้งทางกฎหมายและทางการเมืองว่าจะมีผลนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้อย่างไร หากปัญหานี้คาราคาซังไปเรื่อยๆ ก็จะมีปัญหาว่าในอนาคตประเทศไทยไม่ต้องทำประชามติอีก ทั้งที่การทำประชามติเป็นเรื่องที่สำคัญมาก อนาคตของการเมืองไทย ยังมีความพร่ามัว ไม่แน่นอน และคาดเดาได้ยาก ซึ่งอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันในลักษณะหนึ่งลักษณะใด
หรืออาจจะไม่เกิด แต่สะสมความคับข้องใจ เดินหน้าหรือถอยหลังก็ไม่ได้ ความคาดหวังของคนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง ก็จะยกระดับขึ้นแต่เป็นแบบไม่มีทิศทาง ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ไม่น่าพึงปรารถนาสำหรับทิศทางทางการเมืองในอนาคต
ไฮไลต์ของปาฐกถานี้ คือ อ.นครินทร์ กล่าวว่า “ผมรู้จักกับท่านประธานกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ฉบับปี 2560 ท่านบอกผมว่าท่านเสียใจมากที่สุดกับเรื่องหนึ่งที่ว่าท่านไม่รู้จะทำอย่างไร เป็นความผิดพลาดที่สุดของกรรมการยกร่างฯ คือการยกร่างเรื่องระบบการเลือก สว. เราทำมาแบบนี้ ก็ต้องรับชะตากรรมแบบนี้ เราจะยอมรับต่อไปหรือจะปรับปรุงแก้ไข”
อีกไม่กี่วัน ดอกผลแห่งความพิกลพิการทางกฎหมายก็จะบานสะพรั่งในวันที่ 14 ก.ย. นี้ กกต. อ่านมติคดีฮั้ว สว. ออกมาอย่างไร ก็จะมีความเคลื่อนไหวต่อเนื่อง ซึ่งมีการประเมินโอกาส 3 อย่างคือ 1.ส่งฟ้องศาลทั้ง 229 คน ตามที่อ้างในรายงานกรรมการชุดที่ 26 หรือ 2.ส่งฟ้องแค่บางส่วนที่อ้างว่า มีหลักฐานเชื่อได้ว่า จ่ายเพื่อให้เกิดผลทางใดทางหนึ่ง 3.ไม่ส่งฟ้องเลย เนื่องจากหลักฐานสาวไม่ถึง ถ้าออกข้อ 1 คงซื้อเวลาและโยนให้เป็นเรื่องศาลได้ แต่ถ้าเป็นข้อ 2-3 มีโอกาสสร้างแรงสะเทือนหนัก
อาจมีผู้ออกมาเป็น “แกนนำม็อบ” ขับไล่รัฐบาลอีกครั้ง โจมตีพรรคแกนนำรัฐบาลว่าไม่ชอบธรรม ซึ่งอาจเล่นงานทั้งน้ำเงิน ทั้งแดง แต่ฝ่าย สส. คงบอยคอต สว. ไม่ได้ เพราะ สภาสูง มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่ยอมรับอำนาจให้ผ่านกฎหมาย จะเกิดภาวะการเมืองชะงักอีก และที่น่าสนใจคือ ถ้าออกว่า กกต. ส่งศาลฎีกา ศาลรับฟ้อง และเกิดสั่งพักงานเกิน 100 คน เสียง สภาสูง ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง เช่นนี้จะเกิดเดดล็อกทางการเมืองหรือไม่?
ในส่วนภาคประชาชน คงผลักดันเป้าหมายยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่อย่างชัดเจน ใช้ตัวอย่างความบิดเบี้ยวทางกฎหมายที่เกิดขึ้น มาชี้ชัด ขนาด “อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ” ยังบอก “ประธาน กรธ. เสียใจที่มันออกมาแบบนี้” ดังนั้น ต้องยกร่างใหม่โดยที่มั่นใจได้ว่า วิธีเลือกคณะยกร่างฯ ต้องไม่เกิดช่องโหว่ให้ถูกตั้งคำถามแบบเลือก สว. อีก!!



