สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ว่ากระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และแคนาดา ประกาศในเวลาไล่เลี่ยกัน ว่าจะห้ามนำเข้าสินค้าจากนิคมชาวอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนแนวทางสองรัฐ นั่นคือการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์คู่กับอิสราเอล


ขณะเดียวกัน ทั้งสามประเทศเตรียมนำประเด็นดังกล่าวผลักดันต่อที่การประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ( ยูเอ็นจีเอ ) ในเดือนนี้ ขณะที่อีก 9 ประเทศ รวมถึงเดนมาร์ก นอร์เวย์ โปแลนด์ สเปน และสวีเดน ประกาศจุดยืนสนับสนุนแนวทางสองรัฐ


แม้มาตรการดังกล่าวมีผลกระทบทางการค้าโดยตรงค่อนข้างจำกัด เนื่องจากสินค้าหลักจากนิคมชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ เช่น อินทผลัม ผลไม้ตระกูลส้ม สมุนไพร และไวน์ คิดเป็นเพียงสัดส่วนเล็กน้อยของการส่งออกทั้งหมดของอิสราเอล

สถานกุงสุลใหญ่สหราชอาณาจักร ที่ฝั่งตะวันออกของเมืองเยรูซาเลม


อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนแรงกดดันทางการทูตของประชาคมโลก ที่เพิ่มขึ้นต่ออิสราเอล ขณะที่รัฐบาลอิสราเอลเพิ่งประกาศแผนสร้างบ้านใหม่ในเขตเวสต์แบงก์อีก 1,000 หลังด้วย


ด้านนายกีเดียน ซาร์ รมว.กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอล ประณามสหราชอาณาจักรเป็นตัวตั้งตัวตี ในการแทรกแซงกิจการภายในของอิสราเอล จึงต้องตอบโต้ ด้วยการสั่งปิดสถานกงสุลใหญ่ของสหราชอาณาจักรในฝั่งตะวันออกของเมืองเยรูซาเลม พร้อมเตรียมห้ามเจ้าหน้าที่รัฐ และนักการเมืองชาวสหราชอาณาจักรบางคน จากการเดินทางเข้าอิสราเอล


ขณะที่นายมาร์โก รูบิโอ รมว.กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ เตือนว่า มาตรการคว่ำบาตรเหล่านี้ อาจทำให้สถานการณ์ในเวสต์แบงก์ไร้เสถียรภาพ และยืนยันสหรัฐจะไม่ห้ามนำเข้าสินค้าจากนิคมของอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS