สำหรับชาวบ้านโคกล่ามและบ้านแสงอร่าม ต.กุดหมากไฟ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี การมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงช่วยให้หลายครอบครัวสามารถใช้ชีวิตอยู่พร้อมหน้ากันในบ้านเกิดได้ เพราะในอดีตปัญหาความแห้งแล้งและการขาดแคลนน้ำทำให้การทำเกษตรมีข้อจำกัด หลังฤดูทำนา ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยจึงต้องเดินทางไปทำงานต่างจังหวัดหรือต่างประเทศเพื่อหารายได้กลับมาเลี้ยงครอบครัว

‘เศวต จันทร์หอม’ อดีตผู้ใหญ่บ้านแสงอร่าม กล่าวว่า หมู่บ้านเผชิญปัญหาความแห้งแล้งมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเพาะปลูก ชาวบ้านจึงร่วมกันถวายฎีกาผ่านสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ก่อนมีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่

แม้มีอ่างเก็บน้ำแล้ว ช่วงแรกชาวบ้านยังนำน้ำมาใช้กับพื้นที่เกษตรได้ไม่เต็มที่ เพราะยังไม่มีระบบส่งน้ำเข้าแปลงเพาะปลูก หลังเก็บเกี่ยวจึงยังมีคนจำนวนมากต้องออกไปหางานทำต่างถิ่น

ต่อยอดเกษตร

ต่อมา มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาพัฒนาอ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายให้เป็นระบบมากขึ้น ทั้งการวางระบบกระจายน้ำ การจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำ และการกำหนดกติกาเพื่อให้ชุมชนร่วมกันดูแลและจัดการน้ำ

เมื่อมีน้ำรองรับการทำเกษตร ชาวบ้านเริ่มปรับจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวไปสู่เกษตรผสมผสานและเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะการปลูกผักในโรงเรือน ซึ่งช่วยให้ควบคุมการผลิตและได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ จนเกิดเป็นวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกผักบ้านโคกล่าม-แสงอร่าม มีการจำหน่ายผลผลิตทั้งในตลาดท้องถิ่นและห้างค้าปลีกสมัยใหม่

โซลาร์สู่แปลงผัก

ล่าสุด บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ‘GULF’ เข้ามาสนับสนุนการทำเกษตรของชุมชน ด้วยโรงเรือนปลูกผักปลอดภัย 10 โรงเรือน พร้อมระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ หอถังสูง ระบบท่อส่งน้ำ และระบบกระจายน้ำเข้าสู่แปลงเพาะปลูก รวมถึงพื้นที่สาธารณประโยชน์โดยรอบ

ระบบดังกล่าวทำให้ชาวบ้านมีน้ำใช้กับแปลงผักได้สะดวกขึ้น และยังสามารถนำพื้นที่ไปปลูกไม้ผลและไม้เศรษฐกิจ พัฒนาตามแนวคิด ‘ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง’ ควบคู่กับการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและสร้างรายได้จากการทำเกษตร

เศวต กล่าวว่า ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ช่วยลดภาระงานของเกษตรกร โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ก่อนหน้านี้ต้องตักหรือหาบน้ำมารดผัก ขณะที่โรงเรือนแต่ละรอบใช้เวลาประมาณ 45 วัน สร้างรายได้เฉลี่ย 4,000-5,000 บาทต่อโรงเรือน และสามารถปลูกได้ถึง 8 รอบต่อปี ทำให้มีรายได้เพิ่มเติมกว่า 3.2 หมื่นบาทต่อปีต่อโรงเรือน

รายได้จากโรงเรือน

ด้าน ‘ยุพา แก้วเกิด’ เล่าว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการทำงานรับจ้างทั่วไป ทั้งทำไร่อ้อย ขุดมัน และทำนา มีรายได้ประมาณ 300 บาทต่อวัน เมื่อชุมชนได้รับการสนับสนุนโรงเรือนจาก GULF จึงสมัครเข้าร่วมเป็นเกษตรกรปลูกผักในโรงเรือน หลังมีระบบสูบน้ำโซลาร์เซลล์ ไม่ต้องเสียเวลาไปตักหรือหิ้วน้ำเหมือนเดิม ทำให้ช่วงเช้ารดน้ำผักแล้วสามารถพาลูกไปโรงเรียนและไปรับจ้างงานอื่นต่อได้ ส่วนช่วงเย็นกลับมาดูแลแปลงผัก ทั้งรดน้ำ พรวนดิน และใส่ปุ๋ยอินทรีย์ นอกจากนี้ยังมีผักปลอดภัยไว้บริโภคในครัวเรือน และมีรายได้เพิ่มขึ้น ช่วยลดความจำเป็นในการกู้ยืมเงิน

เช่นเดียวกันกับ‘ภรทิพย์ พานิสุด’ ผู้เคยทำงานโรงงานผลิตน้ำดื่มในกรุงเทพฯ นานกว่า 5 ปี ก่อนจะกลับมาอยู่บ้านหลังคุณพ่อเสียชีวิต เพื่อดูแลคุณแม่และลูก ที่กล่าวว่า ช่วงแรกประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป ทั้งทำนา ตัดอ้อย และขุดมัน มีรายได้วันละ 300-450 บาท และบางวันไม่มีงานทำ หลังเข้าร่วมเป็นเกษตรกรปลูกผักในโรงเรือนที่ GULF สนับสนุน ระบบน้ำช่วยให้ทำงานสะดวกขึ้นและผักได้รับน้ำเพียงพอ ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพดีขึ้น รายได้จากเดิมไม่กี่ร้อยบาทต่อรอบ เพิ่มเป็นมากกว่า 1,000 บาทต่อรอบ

ขณะที่ ‘บุญโฮม พันพรม’ เคยไปทำงานต่างประเทศนานกว่า 10 ปี ก่อนกลับมาทำไร่ ทำสวน และทำนาที่บ้านเกิด โดยต้องการหารายได้เสริมที่มีความต่อเนื่อง การสนับสนุนระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ หอถังสูง และระบบกระจายน้ำเข้าสู่แปลงผัก ช่วยลดภาระแรงงานและทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

บุญโฮม ระบุว่า หลังเริ่มปลูกผักในโรงเรือนไม่กี่เดือน สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นหลายพันบาทต่อเดือน และยังแบ่งเวลาไปทำเกษตรด้านอื่นและดูแลครอบครัวได้ ทุกวันนี้จึงมีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง มีเงินออม และใช้ชีวิตอยู่บ้านเกิดได้มากขึ้น

เรื่องของบ้านโคกล่ามและบ้านแสงอร่ามจึงเริ่มต้นจากการแก้ปัญหาน้ำ ก่อนต่อยอดไปสู่การทำเกษตรที่มีรายได้ตลอดปี เมื่อระบบสูบน้ำใช้พลังงานแสงอาทิตย์เข้ามาช่วยลดภาระการทำงาน เกษตรกรสามารถดูแลแปลงผักได้สะดวกขึ้น ขณะเดียวกันอาชีพในชุมชนก็เปิดทางให้คนที่เคยออกไปทำงานต่างถิ่นกลับมาใช้ชีวิตกับครอบครัวและสร้างรายได้ในบ้านเกิดได้อีกครั้ง