เมื่อวันที่ 8 ก.ย. นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า รัฐบาลและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้ความสำคัญกับการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ รักษาผืนป่า และป้องกันการบุกรุกที่ดินของรัฐ โดยเฉพาะกรณีการออกเอกสารสิทธิที่อาจมีพื้นที่ทับซ้อนกับพื้นที่ป่าและพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน

นายสุชาติ กล่าวว่า ได้รับรายงานกรณีมีการร้องเรียนเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินในพื้นที่ ต.อ่าวนาง อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ ซึ่งอาจมีพื้นที่ทับซ้อนกับเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี เขตป่าไม้ถาวร และพื้นที่ป่าตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ จึงได้สั่งการให้กรมป่าไม้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จังหวัดกระบี่ กรมที่ดิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด
นายสุชาติ กล่าวว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเป้าหมายจำนวน 13 แปลง เนื้อที่รวมกว่า 70 ไร่ คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท โดยผลการตรวจสอบแนวเขตในเบื้องต้นพบว่า โฉนดที่ดินทั้ง 13 แปลงอาจมีพื้นที่ทับซ้อนกับเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี เขตป่าไม้ถาวร และพื้นที่ป่าตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ ขณะเดียวกันพื้นที่ดังกล่าวมีสภาพเป็นป่าและเป็นพื้นที่ภูเขาที่มีความลาดชันมากกว่า 35 เปอร์เซ็นต์

“รัฐบาลและ ทส. จะไม่ปล่อยให้ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศถูกบุกรุกหรือได้รับความเสียหาย หากพื้นที่ใดมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิ ต้องตรวจสอบให้ชัดเจนทุกขั้นตอน โดยยึดหลักกฎหมาย ความโปร่งใส และความเป็นธรรม หากพบว่ามีการดำเนินการไม่เป็นไปตามกฎหมาย จะต้องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่มีการละเว้น” นายสุชาติ กล่าว
ด้านนายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ มอบหมายให้นายโกสิทธิ์ นิลรัตน์ ผอ.สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ นำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ประสานการปฏิบัติร่วมกับนายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการ จ.กระบี่ นายพัฒน์พงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช. นายมงคล ศรีสว่าง ผอ.สำนักไต่สวนฯ ป.ป.ช. นายไพรัช ลิ้มประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.กระบี่ นายสุรศักดิ์ อนุสรณ์ ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 (นครศรีธรรมราช) พร้อมผู้แทนสำนักงานจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 สาขากระบี่ สำนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมตรวจสอบพื้นที่และรวบรวมข้อเท็จจริง

จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น พบว่าการออกโฉนดดังกล่าวเป็นการรังวัดและออกโฉนดเป็นการเฉพาะราย โดยมีการกล่าวอ้างหลักฐาน ส.ค.1 ขณะที่การลงพื้นที่ยังพบร่องรอยการขุดตักหน้าดิน การทำไม้ การแผ้วถางป่า รวมถึงการเปิดเส้นทางเข้าสู่พื้นที่ที่มีการออกโฉนด ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการครอบครองและการใช้ประโยชน์ในพื้นที่
ขณะเดียวกัน สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบพบว่า บริเวณดังกล่าวมีการกันพื้นที่บางส่วนไว้เป็นพื้นที่ทางสาธารณะตามผังแปลงที่ดิน และอยู่นอกเขตพื้นที่โฉนดที่ดิน ทั้งนี้ หากผลการตรวจสอบยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวยังไม่มีเอกสารสิทธิที่ชอบด้วยกฎหมาย พื้นที่ดังกล่าวอาจยังคงมีสถานะเป็น “ป่า” ตามมาตรา 4 (1) แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พุทธศักราช 2484 โดยการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารสิทธิและสถานะของที่ดินจะดำเนินการโดยหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ภายหลังการลงพื้นที่ คณะทำงานได้ประชุมหารือแนวทางดำเนินการร่วมกัน และมีมติให้เร่งวางมาตรการป้องกันและรักษาพื้นที่ในทันที โดยกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ประสานสำนักงานที่ดิน จ.กระบี่ และองค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวนาง นำแผงเหล็กมาปิดกั้นเส้นทางที่อาจนำไปสู่การบุกรุกพื้นที่ พร้อมติดประกาศตรวจยึดพื้นที่ตามขั้นตอน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติมระหว่างที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย
สำหรับการดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารสิทธิ สำนักงาน ป.ป.ช. ได้เสนอแนวทางให้สำนักงานที่ดิน จ.กระบี่ นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับที่ดิน จ.กระบี่ เพื่อพิจารณาและเสนอเรื่องต่ออธิบดีกรมที่ดิน หากผลการตรวจสอบพบว่าเข้าหลักเกณฑ์ สามารถดำเนินการตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อพิจารณาเพิกถอนหรือแก้ไขเอกสารสิทธิตามขั้นตอนของกฎหมาย ควบคู่กับการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องของสำนักงาน ป.ป.ช.

นอกจากนี้ จ.กระบี่ ได้กำชับให้ปรับปรุงคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงที่จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 ให้มีความเป็นปัจจุบันและครอบคลุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากยิ่งขึ้น พร้อมมอบหมายให้รองผู้ว่าฯ ที่กำกับดูแลงานด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด รวมถึงประสานหน่วยงานด้านสาธารณูปโภค อาทิ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปาส่วนภูมิภาค และองค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวนาง เพื่อร่วมป้องกันการดำเนินการใด ๆ ที่อาจส่งเสริมหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่

นายสุชาติย้ำว่า กระทรวงทรัพยากรฯ จะเดินหน้าบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างรอบด้านและเป็นธรรม พร้อมดำเนินการตามกฎหมายหากพบการกระทำที่ไม่ถูกต้อง โดยมุ่งรักษาทรัพยากรป่าไม้และที่ดินของรัฐ ป้องกันการบุกรุกเพิ่มเติม และปกป้องผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด



