เมื่อ “นายสนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ซึ่งเคยมีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหว ต่อต้านรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร จนนำมาสู่การปฏิวัติรัฐประหารเมื่อ 2549 ออกมาส่งสัญญาณบางอย่าง ย่อมก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมือง แม้จะออกมาบอกว่า ไม่ต้องการให้รัฐบาลชุดนี้ลาออกหรือไล่ออก แต่เรียกร้องเอาประเทศไทยของเราคืนมา โดยเป็นประเทศไทยที่มีหลักนิติรัฐนิติธรรม ประชาชนได้รับการดูแล กฎหมายเป็นกฎหมาย ขจัดพวกต่างชาติเทา ปกป้องประเทศไทยให้เป็นของคนไทยต่อไป โดยจะเริ่มดำเนินการยื่นหนังสือต่อสถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการเคลื่อนไหวของมวลชนเกิดขึ้น อาจมีตัวแปรหรือข้อเสนออื่นเพิ่มเข้ามา ยิ่งในเดือน ก.ย. มีเหตุร้อนทางการเมือง 2 เหตุการณ์ 1. กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นัดวินิจฉัยในคดีฮั้ว สว. ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.)   2. ศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) นัดอ่านคำวินิจฉัยคดีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด วันที่ 28 ก.ย. ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับและขัดกับ รธน.หรือไม่ ถ้าบทสรุปทั้งสองกรณี ออกมาในทางลบ ย่อมมีผลกระทบกับฝ่ายบริหาร

ขณะที่ “นายสนธิ” พร้อมด้วย นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำ คปท. และ นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือ “ทนายนกเขา” ได้ร่วมแถลงข่าวประกาศจุดยืน “ทวงคืนประเทศไทย” โดยนายสนธิได้ตั้งข้อสังเกต และตั้งคำถามต่อสังคมว่า เหตุใดผู้ที่เคยร่วมกันปฏิบัติการ และต่อต้านระบอบทักษิณ รวมถึงผู้ที่เคยร่วมต้านพรรคก้าวไกล (ก.ก.) กลับหันมาสนับสนุน และเห็นด้วยกับการกระทำของพรรค ภท. ทั้งที่ไม่ได้มีพฤติกรรมแตกต่างไปจากระบอบทักษิณ อาจมีความร้ายแรงกว่า เครือข่ายนักการเมืองและกลุ่มทุนต่างๆ ล้วนมีความเกี่ยวโยง และรู้จักกันเป็นเครือข่ายเดียวกัน โดยพรรค ภท.อาศัยความฉลาดและเจ้าเล่ห์ ในการชูจุดยืนปกป้องสถาบัน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือ ดึงดูดคะแนนเสียง และสร้างความเข้าใจให้ประชาชนคิดว่า หากไม่เลือกพรรค ภท.แล้วสถาบันจะเป็นอันตราย ก่อนจะอาศัยระบบบ้านใหญ่ และใช้เงินทุนในการรวบรวม สส. เข้ามามีอำนาจบริหารประเทศ

ในการแถลงข่าวยังหยิบยกถึง ปัญหาการบริหารราชการแผ่นดิน ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เช่น ปัญหาการทุจริตและคอร์รัปชัน กรณีการกักตุนน้ำมัน ที่ยังไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้อย่างแท้จริง, โครงการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งมีเอกสารหลักฐานปรากฏชื่อผู้มีอำนาจระดับสูงเข้าไปเกี่ยวข้อง ในการยกเลิกการประมูลเดิม, การตรวจสอบการเลือก สว. ที่ดีเอสไอพบพยานหลักฐาน และเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงถึงผู้บริหารพรรค ภท.ระดับสูง แต่กลับมีการโยกย้ายข้าราชการ และตั้งกรรมการสอบสวนวินัยเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่ทำคดี,  ปัญหาที่ดินเขากระโดง กระทรวงมหาดไทยถูกมองว่า เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาความไม่มีศีลธรรมและการบิดเบือนข้อเท็จจริง และ ปัญหาอธิปไตยของชาติและทุนสีเทา การปกป้องอธิปไตยในพื้นที่พิพาท เช่น กรณีบ้านหนองจานที่ต้องอาศัยกำลังทหารในการรักษาพื้นที่ ตลอดจนปัญหาการปล่อยปละละเลยให้ชาวต่างชาติจากหลากหลายประเทศเข้ามาแสวงหาประโยชน์ในประเทศไทยผ่านนอมินีและธุรกิจสีเทา ทั้งชาวยิว จีน พม่า กัมพูชา รัสเซีย และอินเดีย รวมถึงปัญหามาตรการวีซ่าฟรีและ การควบคุมดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ใช้พลังงานและน้ำจำนวนมากในชุมชน

นายสนธิยังระบุอีกว่า ตนและเครือข่ายจะเดินหน้าลุกขึ้นมา ทวงคืนประเทศไทย โดยในวันที่ 10 ก.ย. เวลา 09.30 น. จะเดินทางไปยื่นหนังสือ และอ่านแถลงการณ์ที่สถานทูตอิสราเอล จากนั้นจะเริ่มเดินทางลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนในภูมิภาคต่าง ๆ ทั้งภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคใต้ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง และรวบรวมพลังประชาชนที่ต้องการเห็นรัฐบาลที่มีศีลธรรม มีความซื่อสัตย์ และมีความกล้าหาญ พร้อมกันนี้ได้กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองและการทำงานของ กกต. โดยขอให้ประชาชนร่วมกันติดตาม และจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป ​ช่วงท้ายเมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการฝากข้อความไปถึงนายกฯ นายสนธิ กล่าวว่า “ปล่อยไปเหอะ ไม่ว่าอะไร อยากพูดไรก็พูดไป ไม่ต้องฝาก ขอให้สูดหายใจเข้าไปลึกๆ” พร้อมทั้งฝากถึงประชาชนที่เห็นด้วยกับอุดมการณ์ ให้ออกมาแสดงพลังให้มากขึ้น

เมื่อจับความเคลื่อนไหวของแกนนำ พธม.และเครือข่าย ยังไม่ได้นัดหมายการชุมนุมเคลื่อนไหวแค่นำหนังสือไปยื่น และอ่านแถลงการณ์ที่หน้าสถานทูตอิสราเอล แต่การเตรียมเดินสายไปพบประชาชนในพื้นที่ต่างๆ คงต้องสร้างกระแสปลุกแนวร่วม จากนี้ต้องรอดูบทสรุปสุดท้ายจะจบอย่างไร

ยังมีความเห็นที่น่าสนใจจาก “นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์” อดีตประธานศาล รธน. ที่ไปร่วมบรรยายพิเศษเรื่อง “การเมืองไทยและสังคมไทยสำหรับอนาคต” ในงานเสวนาวิชาการ NDC’68 Symposium ซึ่งจัดโดยนักเรียนหลักสูตร วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68  โดยบรรยายตอนหนึ่งว่า การเมืองไทยในช่วงปี 2516-2540 เป็นยุคของการแบ่งปันอำนาจของหลายฝ่าย หลายมิติ ระหว่างข้าราชการ ผู้นำเหล่าทัพ และพรรคการเมือง ต้องร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบาลผสม แต่นับตั้งแต่ในปี 2540 การเมืองไทยเปลี่ยนทิศทางไป ประชาชนต้องการให้การเมืองมีรัฐบาลหรือฝ่ายบริหารที่มีความเข้มแข็ง มีการปฏิรูประบบรัฐสภา มีการเลือกตั้ง มีการจัดตั้งองค์กรอิสระต่างๆ ซึ่งรวมถึงศาล รธน.ด้วย และมีการกระจายอำนาจ แต่ปัญหาของเราคือ หลังยุคสมัยดังกล่าว เรามีการออกแบบการเมืองใหม่อยู่ตลอด มีการทำ รธน.หลายฉบับ ซึ่งปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องกติกาการปกครองประเทศ เปรียบเหมือนกับเราสร้างบ้านแล้วเราไม่ตกลงปลงใจ มีการรีโนเวทบ้านอยู่ตลอดตามอำเภอใจ

อดีตประธานศาล รธน. กล่าวอีกว่า การใช้อำนาจของวุฒิสภามีความชอบธรรมในระดับต่ำ สืบเนื่องจากระบบที่ให้ สว. มาจากการเลือกกันเอง ซึ่งเป็นระบบที่เราคิดกันเอง ไม่เคยมีใครใช้มาก่อน แต่ปัญหาของเรา คือ รธน.และสถาบันทางการเมืองมีทั้ง 2 อย่างนี้อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ โดยประชาชนมีความไว้วางใจต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ค่อนข้างต่ำ แม้มติเสียงข้างมากเห็นชอบให้จัดทำ รธน.ฉบับใหม่ แต่ยังมีข้อติดขัดทั้งทางกฎหมาย และทางการเมืองว่าจะมีผลนำไปสู่การจัดทำ รธน.ได้อย่างไร สำหรับอนาคตของการเมืองไทย ยังมีความพร่ามัว ไม่แน่นอน และคาดเดาได้ยาก ซึ่งอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันในลักษณะหนึ่งลักษณะใด

จากนั้นได้เปิดโอกาสให้นักศึกษา วปอ. สอบถาม โดย “นายธนพร ศรียากูล” ตั้งคำถามว่า กระบวนการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่จะเป็นของสีน้ำเงิน หรือสีน้ำเงินเข้ม นายนครินทร์ กล่าวว่า ประเทศเราจะแบ่งเป็นกี่สีนั้น ไม่สำคัญ แต่ รธน.ต้องเป็นของคนทุกสี การยกร่าง รธน.นั้น ที่ผ่านมามักให้ผู้เชี่ยวชาญมาร่าง แต่บางครั้งผู้เชี่ยวชาญพา รธน.ลงเหวได้เช่นกัน

“ผมรู้จักกับท่านประธานกรรมการยกร่าง รธน. (กรธ.) ฉบับปี 2560 ขอไม่เอ่ยชื่อท่าน ท่านบอกผมว่าท่านเสียใจมากที่สุดกับเรื่องหนึ่งที่ว่าท่านไม่รู้จะทำอย่างไร เป็นความผิดพลาดที่สุดของกรรมการยกร่างฯ คือการยกร่างเรื่องระบบการเลือก สว. เราทำมาแบบนี้ ก็ต้องรับชะตากรรมแบบนี้ แต่ปัญหาคือเราจะยอมรับต่อไปหรือจะปรับปรุงแก้ไข แต่ขอตอบง่ายๆ ว่า รธน.ไม่ควรเป็นของสีใดสีหนึ่ง เพราะ รธน.เป็นของทุกคน” นายนครินทร์ กล่าว

ขณะที่ “นายสมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีต กกต. โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กใจความระบุว่า ตอนที่ 5 สงครามดอกกุหลาบ (War of the Roses)  อนุชา จันทร์สุริยา อนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ที่ทำหน้าที่ราวกับประธานอนุกรรมการ นั้น สวนกุหลาบรุ่น 89 อิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. ชุดที่ 5 ผู้เสนอชื่อ อนุชา มาเป็นอนุฯ ชุด 36 ก็ สวนกุหลาบรุ่น 89 วีระ สมความคิด สมชัย ศรีสุทธิยากร ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เนวิน ชิดชอบ ผู้ถูกร้องคดีฮั้ว สว. ลำดับที่ 228 ก็สวนกุหลาบ รุ่น 90 สองพี่น้อง สส. จากอ่างทอง ภราดร กรวีร์, สว. อลงกต วรกี สว.เจ้าน้ำตา เป๋า ยิ่งชีพ ไอลอว์ ก็สวนกุหลาบรุ่นน้อง คำว่า ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน ที่สวนกุหลาบ x จปร. พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร 2534 เคยพูด หรือ จะเป็นสงครามแห่งดอกกุหลาบ คงต้องตามกันดู

นายสมชัย กล่าวต่อว่า อย่างน้อย รายงานการประชุมครั้งที่ 5/2568 ของอนุฯ วินิจฉัยชุดที่ 36 เมื่อวันอังคารที่ 2 ธ.ค.68 เวลา 13.30-16.00 น. เป็นการพิจารณาผู้ถูกร้องที่ 187-206 ซึ่งเป็นกลุ่มนักการเมือง ฝ่ายเลขานุการ อนุฯ ชุด 36 อ่านรายงานของผู้ถูกร้องแต่ละคนไปเรื่อยๆ จนถึงรายงานการประชุม หน้า 16 เป็นผู้ถูกร้องที่ 228 นายเนวิน ชิดชอบ สวนกุหลาบรุ่น 90 ฝ่ายเลขาฯ ก็อ่านสำนวนคดี ที่ชุด 26 สอบสวนมา พบเหตุที่ไม่น่าสนใจอะไรมาก ประมาณ 3-4 เหตุการณ์ มีหลักฐานภาพถ่าย พยานบุคคล บันทึกการใช้โทรศัพท์ติดต่อกับผู้สมัคร สว.ที่ได้รับเลือกจำนวน 5 ครั้ง สวนกุหลาบรุ่นพี่ที่เป็นอนุฯ วินิจฉัย ตัดบท “กรณีนายเนวิน ไม่ใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือ กก.บห.” ฝ่ายเลขาฯ ต้องยก พ.ร.ป. สว. มาตรา 62 และ มาตรา 42 มายันว่า ก.ม.ครอบคลุมทั้งผู้สมัครและ “ผู้ใด” ดังนั้น เอามาพิจารณาได้ การประชุมจึงดำเนินต่อไป

ต้องยอมรับ มุมมองของ “นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์” อดีตประธานศาล รธน. น่าสนใจ ทั้งเรื่องการแก้ไข รธน. และที่มาของ สว. หลังประธานกรรมการยกร่าง รธน. (กรธ.) ฉบับปี 2560 ออกมายอมรับว่า มีความผิดพลาด กับการกำหนดรูปแบบและที่มาของ สว.

ทีมข่าวการเมือง