เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 9 ก.ย. ที่สำนักงาน กสทช. มีการจัดประชุมบอร์ด กสทช. โดยมี นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. เข้าร่วมในห้องประชุม ขณะที่ พลตำรวจเอก ณัฐธร เพราะสุนทร นายต่อพงศ์ เสลานนท์ เข้าประชุมออนไลน์ ส่วน นายสมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ลาป่วย ไม่ได้เข้าร่วมประชุม ขณะที่อีก 3 กสทช. พลอากาศโท ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ น.ส.พิรงรอง รามสูต และนายศุภัช ศุภชลาศัย ไม่ได้เดินทางมาร่วมประชุม เมื่อ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการและรักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แจ้งที่ประชุม ถึงกำหนดการประชุม และเชิญ พลตำรวจเอก ณัฐธร และ นายต่อพงศ์ แสดงตนในการประชุมออนไลน์ แต่ปรากฏว่า ไม่มีเสียงตอบรับแสดงตัว ที่ประชุมบอร์ดจึงรอให้ครบ 30 นาที ปรากฏว่า บอร์ดยังไม่ครบองค์ประชุม
นายไตรรัตน์ จึงแจ้งที่ประชุม ว่า ในวันนี้มีวาระพิจารณาอยู่ 193 เรื่อง และเป็นวาระเร่งด่วนอยู่ 82 เรื่องที่ต้องรีบพิจารณาโดยเร็ว สำหรับวาระเร่งด่วนที่สำคัญ อาทิ เรื่องที่สำนักงาน กสทช. จะต้องนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้แก่ การเตรียมการเข้าร่วมการประชุมใหญ่ระดับนโยบายของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU ) ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นช่วงเดือน พ.ย. นี้ ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจาก ครม. ก่อนการเดินทาง รวมถึงเรื่องการขอใช้สิทธิเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการให้ทันตามกรอบเวลา
นอกจากนี้ ยังมีวาระเร่งด่วนสำคัญในส่วนของภาระผูกพันทางกฎหมายของสำนักงานฯ คือ กรณีที่สำนักงาน กสทช. แพ้คดีความและจะต้องดำเนินการชำระเงินชดใช้ให้กับผู้ประกอบการเอกชน เป็นจำนวนเงิน 10 ล้านบาท ซึ่งจำเป็นต้องเสนอที่ประชุม กสทช. เพื่อขออนุมัติใช้งานงบกลางในการชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว หลังจากนั้นจึงเสนอประธาน กสทช. สั่งเลื่อนประชุมเป็นวันที่ 10 ก.ย.
หลังจากนั้น เมื่อออกมาจากห้องประชุม นายไตรรัตน์ กล่าวถึงเรื่องที่สภาผู้บริโภค และสมาคมทีวีดิจิตอล มายื่นหนังสือให้สำนักงานฯว่า สำนักงานฯ ได้พยายามดำเนินการจัดประชุมอยู่ ส่วนเรื่องเอกสารข่าวของศาลปกครองที่แจ้งข่าวของสำนักงาน กสทช. คลาดเคลื่อนว่าอาจจะเป็นการเข้าใจผิด และผมไม่ได้จบกฎหมาย จึงไม่ทราบรายละเอียด
ด้าน น.ส.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. กล่าวว่า การประชุมในวันนี้ มีข้อสังเกตว่าในการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ตามพระราชกำหนดว่าด้วยการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2563 มาตรา 9 กำหนดให้ผู้มีหน้าที่จัดการประชุมต้องจัดให้ผู้ร่วมประชุมแสดงตนก่อนเข้าร่วมการประชุม แต่ในการถ่ายทอดที่ได้ฟังการประชุมกลับไม่พบการแสดงตัวของกรรมการอีก 2 ท่าน มีเพียงกรรมการ 1 ท่าน คือ ประธาน กสทช. กลายเป็นโดดเดี่ยวผู้น่ารัก และรักษาการเลขาธิการ กสทช. เท่านั้น ขณะที่กรรมการอีก 3 ท่าน ได้นั่งรอและทำหนังสือขอให้สำนักงาน กสทช. จัดการประชุมให้ถูกต้องไปแล้ว
“กรรมการ กสทช. ได้ทำหนังสืออ้างอิงคำสั่งศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่ระบุว่า ประธาน กสทช. ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้แล้ว และให้กรรมการ กสทช. เท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบจนกิจการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม กระจายเสียง และโทรทัศน์ ต้องหยุดชะงัก พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า บรรทัดฐานคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดมีผลตั้งแต่วันที่มีคำสั่ง การนัดประชุมโดยผู้ที่ศาลระบุว่าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ จึงน่าคิดว่าเป็นการนัดที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่”
อย่างไรก็ตาม สำนักงาน กสทช. โดย นายไตรรัตน์ ได้มีหนังสือตอบกลับ อ้างระเบียบข้อบังคับการประชุม กสทช. ที่กำหนดให้ต้องแจ้งนัดประชุมล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน เว้นแต่ประธานจะเห็นสมควรให้นัดเร็วกว่านั้น และยืนยันจะยึดปฏิทินการประชุมประจำเดือน ก.ย. 69 ที่แจ้งไว้เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 69 คือในวันที่ 9 และ 10 ก.ย. 69 หากกรรมการประสงค์จะขอประชุมนัดพิเศษเพิ่มเติม ให้ระบุวันเพื่อส่งเรื่องให้ประธาน กสทช. พิจารณาตามระเบียบต่อไป
พลอากาศโท ธนพันธุ์ กล่าวว่า ขอยืนยันว่าพร้อมเข้าร่วมประชุมตลอดเวลา โดยที่ผ่านมาแทบไม่เคยขาดการประชุม และได้ยื่นขอให้จัดประชุมตั้งแต่วันศุกร์หรือวันจันทร์ที่ผ่านมา หรือวันใดก็ได้ที่กรรมการทุกคนสะดวก ซึ่งสำนักงานฯ สามารถนัดวาระพิเศษในภาวะพิเศษได้ แต่กลับยังไม่ได้รับการตอบสนอง ส่วนประเด็นการขัดคำสั่งศาลหรือไม่นั้น มองว่าเป็นเรื่องที่น่าสงสัยและต้องให้ศาลเป็นผู้พิจารณา
“ตนพยายามทำตามอำนาจหน้าที่อย่างดีที่สุด แต่หากคนที่เป็นพนักงานของรัฐหรือผู้กำกับดูแล ไม่ยอมทำตามกฎหมายหรือหลักธรรมาภิบาลและนิติธรรม ย่อมบั่นทอนความน่าเชื่อถือขององค์กร ทำให้ผู้ประกอบการขาดความเชื่อมั่น ส่งผลกระทบต่อการคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน และอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อถือในการเข้ามาลงทุนในประเทศ จึงหวังว่าจะเกิดการประชุมขึ้นเพื่อเดินหน้าทำงานต่อไป”
ด้านนายศุภัช กล่าวว่า ในเรื่องที่สำนักงานฯ อ้างระเบียบการประชุมของสำนักงานฯ นั้น อยากให้มองว่า พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ น่าจะเป็นกฎหมายแม่ที่ใหญ่กว่า จึงอยากให้สำนักงาน กสทช. คำนึงถึงประเด็นในส่วนนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม ทางกรรมการทั้ง 3 คน จะทำหนังสือถึงกรรมการที่เหลืออีก 3 ท่าน เพื่อนัดหารือนอกรอบเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียหายกับประเทศ



