ความคืบหน้ากรณีหญิงอายุ 54 ปี เจ้าของร้านรถเช่าแห่งหนึ่งในอำเภอหาดใหญ่ ร้องเรียนกับสื่อมวลชน หลังได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากไปกู้เงินนอกระบบ โดยขอกู้เงินราย 24 วัน โดยเริ่มแรกกู้เงิน 50,000 บาท รับเงินจริง 45,000 บาท จากนั้นเมื่อถึงกำหนดก็จ่ายเงินต้นกับดอกเบี้ยรวม 27,500 บาท จากนั้นก็ขอกู้เงินเพิ่ม รวมทั้งหมด 28 ครั้ง ตลอดระยะเวลา 6 เดือน รวมยอดเงินต้นที่ได้รับ จำนวน 780,500 บาท แต่เจ้าหนี้ติดตามทวงหนี้ทำให้ตนต้องหาเงินจ่ายหนี้นอกระบบเฉลี่ยวันละประมาณ 20,000 บาท รวมยอดเงินที่จ่ายให้เจ้าหนี้ไปแล้ว 2,800,000 บาท

สาวเจ้าของร้านรถเช่าร้อง! กู้ 7.8 แสน จ่ายคืน 2.8 ล้าน หนี้ยังไม่จบ ถูกตามทวงทุกวัน

ล่าสุด เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 9 ก.ย. 69 ที่ สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา หญิงเจ้าของร้านรถเช่า ได้เข้าพบ พ.ต.ท.โชคทวี จันทร์ทองอ่อน รอง ผกก.สอบสวน สภ.หาดใหญ่ เพื่อขอความช่วยเหลือ เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นถูกเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบติดตามทวงถามทุกวัน และหลังจากเมื่อวานนี้ได้นำเรื่องมาร้องเรียนกับสื่อมวลชนแล้ว เจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบก็ยังโทรศัพท์ พร้อมส่งข้อความผ่านไลน์ มาข่มขู่ต่อเนื่องตลอดทั้งคืน จนไม่กล้าอยู่ที่บ้านและได้ขับรถมาจอดนอนพักอยู่ภายใน สภ.หาดใหญ่

ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า หลังจากเมื่อวานนี้ได้ร้องเรียนกับสื่อมวลชนแล้ว ตนก็ได้ไปเข้าพบเจ้าหน้าที่ที่ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ให้ตนเขียนคำร้องไว้ก่อน และรอติดต่อเจ้าหนี้เพื่อเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยภายในระยะเวลา 7 วัน แต่ตนไม่สามารถรอได้เนื่องจากเจ้าหนี้ติดตามทวงถามทั้งโทรศัพท์และส่งข้อความจนเกิดความหวาดกลัว เกรงจะไม่ปลอดภัยในชีวิต จึงอยากให้ตำรวจช่วยเหลือ ทั้งนี้ พ.ต.ท.โชคทวี ได้แนะนำให้ผู้เสียหายตัดสินใจว่าจะเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยของศูนย์ดำรงธรรมหรือแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหนี้ ซึ่งผู้เสียหายก็ได้ตัดสินใจแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.หาดใหญ่ ในทันที

พ.ต.ท.โชคทวี กล่าวว่า เรื่องนี้ผู้เสียหายได้ไปร้องเรียนไว้ที่ศูนย์ดำรงธรรมแล้ว เพื่อให้ศูนย์ดำรงธรรมไกล่เกลี่ยหนี้ แต่ล่าสุด ผู้เสียหายแจ้งว่าเจ้าหนี้มีการคุกคาม จนทำให้ใช้ชีวิตอยู่อย่างไม่ปกติ และได้รับความเดือดร้อนมาก จึงตัดสินใจแจ้งความร้องทุกข์ ซึ่งตำรวจก็จะตรวจสอบว่าดอกเบี้ยที่เจ้าหนี้เงินกู้เรียกเก็บนั้นเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ซึ่งพนักงานสอบสวน สภ.หาดใหญ่ ก็รับแจ้งความ และจะส่งเรื่องต่อให้ตำรวจชุดสืบสวน ไปตรวจสอบว่า ใครเป็นผู้รับโอนเงิน และเจ้าหนี้เป็นใครเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย เบื้องต้น การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายผิดข้อหา เรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด และจะพิจารณาการประกอบธุรกิจสินเชื่อ ว่าได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และท้องถิ่นหรือเทศบาลที่ตั้งอยู่หรือไม่ ตำรวจก็จะตรวจสอบทั้งหมด.