เมื่อวันที่ 10 ก.ย. ที่สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล อาคารโอเชี่ยนทาวเวอร์ 2 ถนนสุขุมวิท นายสนธิ ลิ้มทองกุล พร้อมด้วยมวลชน เดินทางมารวมตัวเพื่อยื่นจดหมายเรียกร้อง โดยนายสนธิ ระบุว่า ก่อนเขียนจดหมายมามีความตั้งใจเด็ดเดี่ยว เวลาที่เคยพูดประนีประนอมใด ๆ ที่ถูกมองว่าเป็นความยินยอมได้สิ้นสุดลงแล้ว ประเทศไทยและประชาชนไทยต้องการเห็นการกระทำที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่คำตอบตามพิธีการหรือการรับทราบ ไทยมีธรรมเนียมต้อนรับผู้มาเยือนด้วยความเอื้ออารี แต่ความมีน้ำใจไม่ได้แปลว่าอ่อนแอ การต้อนรับไม่ได้แปลว่ายินยอมให้ถูกข่มเหง และความสุภาพไม่ได้หมายความว่าจะทำอะไรก็ได้บนแผ่นดินไทย

ทั้งนี้ การท่องเที่ยวของชาวอิสราเอลบางส่วนได้สร้างความเดือดร้อน ก่อความวุ่นวาย ไม่เคารพท้องถิ่น จนคนไทยในหลายพื้นที่หมดความอดทน เราจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนเข้ามามีอิทธิพลเหนือกว่า นอกจากนี้ พฤติกรรมการซื้อที่ดินในจังหวัดฉะเชิงเทรา สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะเข้ามาปักหลักสร้างอาณาเขตของตนเองบนผืนแผ่นดินไทย

นายสนธิ กล่าวต่อว่า วิธีการยึดครองมีหลายวิธี โดยมีข้าราชการไทยและนักการเมืองบางคนให้ความร่วมมือ รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้อนุมัติ แต่โชคดีที่ยังมีประชาชนที่รู้เท่าทันและออกมาประท้วง ขอเตือนด้วยความเด็ดขาดว่า ไม่มีสัญชาติใดสูงกว่ากฎหมายไทย ไม่มีศาสนาใดอยู่นอกเหนือการตรวจสอบ และไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตใดที่จะคุ้มกะลาหัวผู้กระทำผิดกฎหมายได้ แผ่นดินไทยไม่ใช่พื้นที่ให้อภิสิทธิ์แก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาสร้างอำนาจซ้อนอำนาจ สิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนคือท่าทีและคำพูดของผู้นำในรัฐบาลอิสราเอลที่แสดงออกถึงความสะใจและความสุขในการฆ่าฟัน พฤติกรรมอันไร้มนุษยธรรมเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ประชาคมโลกและประชาชนในประเทศต่าง ๆ จะมองพวกคุณอย่างไร บ้านเรือน โรงพยาบาล หรือโรงเรียนที่ถูกถล่มพังทลาย รวมถึงการใช้ความอดอยากเป็นอาวุธ คือพฤติกรรมที่ไม่สามารถหาเหตุผลใดมาอธิบายถึงความชอบธรรมได้

นายสนธิได้กล่าวข้อเรียกร้อง 4 ข้อไปยังสถานทูตและรัฐบาลอิสราเอล ได้แก่ ขอให้ควบคุมพลเมืองของตนเอง กำชับนักท่องเที่ยวทุกคนที่จะเดินทางมาประเทศไทยให้เคารพกฎหมาย วัฒนธรรม และคนท้องถิ่น, ต้องไม่ปกป้องคนทำผิด ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดกับพลเมืองอิสราเอลที่ก่อความเดือดร้อน โดยต้องไม่มีการใช้สิทธิทางการทูตมาแทรกแซง, ตรวจสอบการครอบครองที่ดินในจังหวัดฉะเชิงเทรา รวมถึงการดำเนินงานขององค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งหมดภายใต้กฎหมายไทยอย่างตรงไปตรงมา และส่งสารถึงรัฐบาลอิสราเอลให้ยุติการกระทำอันโหดเหี้ยมและปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยทันที

พร้อมระบุว่าคนไทยให้เกียรติผู้มาเยือน แต่ผู้มาเยือนต้องเคารพเจ้าของบ้าน หากผู้ใดเข้ามาละเมิดกฎหมาย ประชาชนไทยมีสิทธิและพร้อมจะลุกขึ้นมาปกป้องบ้านเมืองทุกมาตรการด้วยความกล้าหาญ

นายสนธิ กล่าวเปรียบเทียบว่า ใครที่ติดตามการต่อสู้ในยุคของนายทักษิณ ชินวัตร หรือการไปประท้วงที่สถานทูตสิงคโปร์ หากยังจำได้ ไม่เคยนึกเลยว่า 21 ปีให้หลัง จะต้องมายืนพูดและยื่นหนังสือให้กับทางสถานทูตอิสราเอล วันนี้แม้จะถูกเยาะเย้ยถากถางว่าเป็นม็อบน้ำหมากกระจาย แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ภาคประชาชน เราไม่ได้จะล้มรัฐบาล ซึ่งตนไม่เคยพูดว่าจะล้มรัฐบาลนี้ แต่ “มันต้องล้มด้วยตัวมันเอง” เพราะทำชั่วไว้เยอะ การปรับเปลี่ยนโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีให้ดูอ่อนโยน หรือการนำผลงานมาแถลงก่อนหน้าที่จะลงถนน ก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น แม้นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปให้กำลังใจชาวยิวที่ตายก็ตาม

หลังจากนี้ ตนพร้อมหมอวรงค์ และอาจารย์ปานเทพ จะเริ่มเดินสายลงพื้นที่ต่างจังหวัด โดยในวันที่ 16 ก.ย. จะเดินทางลงพื้นที่หาดใหญ่ จากนั้นจะไปที่จังหวัดภูเก็ต ชลบุรี จันทบุรี และขอนแก่น เพื่อไปพบปะพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ

นอกจากนี้ สื่อมวลชนได้สอบถามถึงการประเมินพลังของมวลชนในวันนี้รู้สึกอย่างไร นายสนธิ ระบุว่า ตนไม่เคยสนใจว่าตนจะได้อะไร และไม่กังวลกับสิ่งที่ตามมา ทุกครั้งที่ออกมาก็จะมีพวกที่คอยโจมตีหรือปล่อยข่าว แต่ตนไม่แคร์เพราะรู้ว่าตนกำลังทำอะไรอยู่และสิ่งที่ทำคือความจริง ทั้งนี้ ได้ฝากคำถามถึงรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีในประเด็นเรื่องเศรษฐกิจและปัญหาหนี้สิน รวมถึงการใช้งบประมาณกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ที่นำไปใช้ในโครงการต่าง ๆ เช่น การติดโซลาร์เซลล์ ซึ่งมีความไม่โปร่งใส

นายสนธิ กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองและการชุมนุมว่า ต้องจับตาดูเหตุการณ์สำคัญ 2 ช่วง ช่วงแรกคือวันที่ 14 กันยายนนี้ หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 5 คน มีมติเกี่ยวกับ สว. ออกมาในทิศทางสวนทางกับสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง หรือหาก กกต. บิดเบี้ยว ตนจะระดมเชิญชวนประชาชนทุกคนที่เห็นด้วยออกมาจัดการชุมนุมใหญ่ทันที โดยอาจจะเป็นวันที่ 18 หรือ 19 กันยายนนี้ และยืนยันว่าจุดประสงค์ไม่ใช่การขับไล่รัฐบาลโดยตรง แต่ต้องการทำให้รัฐบาลนี้ทำงานอยู่อย่างไม่เป็นสุข

พร้อมทั้งระบุว่า กกต. ทั้ง 5 คน จะต้องติดคุกในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แบบ 100% หากดำเนินการไม่โปร่งใส นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงประเด็นเรื่องทุนสีเทาและนอมินี โดยเสนอให้มีการแก้กฎหมายลงโทษรุนแรงขึ้นจากเดิม พร้อมระบุว่าตนพร้อมสนับสนุนข้อมูลในทุกเรื่องที่มีการกระทำผิดกฎหมาย และหากสถานการณ์ในวันที่ 14 กันยายนนี้ไม่เป็นที่น่าพอใจ การชุมนุมใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน