เมื่อวันที่ 11 ก.ย. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. โพสต์ข้อความวิเคราะห์คดีฮั้ว สว. ความว่า ของร้อนในมือ กกต. จะตัดสินใจอย่างไร การลงมติวินิจฉัยของ กกต. 7 ท่าน ในวันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569 จะเป็นที่จับตามองและมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ไม่ว่า กกต. ตัดสินออกหน้าไหนก็ตาม ผู้ถูกร้อง 229 คน แยกเป็น 4 กลุ่ม คือ สว. ปัจจุบัน 138 คน ผู้สมัคร สว. ที่ไม่ได้รับเลือก 48 คน ฝ่ายการเมือง 21 คน และ เครือข่ายฝ่ายการเมือง 22 คน 4 กลุ่มนี้ จัดลำดับ “การยอมเสีย” ได้ ตามนี้
1. เสียได้แบบไม่เสียดาย : กลุ่มเครือข่ายฝ่ายการเมือง 21 คน (ยกเว้นผู้นำจิตวิญญาณ)
2. ถึงคราวเสียก็ต้องเสีย : กลุ่มผู้สมัคร สว. ที่จ้างมาสมัคร และ ผู้สมัคร 0 คะแนน รวม 48 คน
3. เสียน้อยดีที่สุด แต่จำเป็นต้องเสียมาก ก็ยังไม่เป็นไร : กลุ่ม สว. ปัจจุบัน 138 คน เพราะเสียแล้วก็มี สว.สำรองเลื่อนขึ้นแทน ค่อยไปชอปปิงกันภายหลังได้
4. ห้ามเสียแม้แต่รายเดียว : ฝ่ายการเมือง กรรมการบริหารพรรค สส. รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รวม 21 คน เพราะเสียแล้ว อาจเสียอำนาจการเป็นรัฐบาล ไปถึงยุบพรรคได้
พฤติกรรมการลงมติของ กกต. มีได้ 2 ทาง คือ แบบพลีชีพ หรือ แบบเอาตัวรอด หากพลีชีพ ไม่ต้องฟังใคร ไม่ต้องสนใจหลักฐาน มีธงอย่างไรก็ตัดสินไปอย่างนั้น ใช้ฐานการวินิจฉัย จากมติ 5:2 ของอนุฯ วินิจฉัย ปล่อยให้มากที่สุดเท่าที่มากได้ ไม่แตะต้องฝ่ายการเมืองและผู้มีพระคุณ อันนี้ ใช้ กกต. พลีชีพ
แบบเอาตัวรอด หากไม่อยากอยู่ในที่จำกัดในบั้นปลายของชีวิต ก็ตัดสินตรงไปตรงมา ส่งศาลเท่าที่เห็นว่าผิดหรือเชื่อได้ว่ามีการทุจริตแบบงานละเอียด แต่หากโยนเผือกทิ้งแบบงานหยาบก็ส่งหมด 229 คน หมดเรื่องหมดราวให้เป็นหน้าที่ของศาลต่อไป
3 วันจากนี้ จะถึงวันประชุมวินิจฉัย แนะให้ กกต. ปิดโทรศัพท์มือถือ เลิกดูข่าว ไม่รับการติดต่อจากทุกฝ่ายทั้งที่จะมาให้ข้อมูล มาล็อบบี้ มาทวงบุญคุณ ไม่ต้องบอกอยู่ไหน เดี๋ยวจะมีใครมาหา ไม่ต้องสนใจว่าใครจะออกมาเต็มถนน อยู่คนเดียวเงียบ ๆ คิดทบทวนถึงบทบาทหน้าที่ที่สังคมมอบหมาย คิดถึงเกียรติประวัติในการรับราชการในอดีต คิดถึงชื่อเสียงและความเชื่อมั่นองค์กรที่ตนสังกัด คิดถึงตัวเอง คิดถึงครอบครัว พอถึงวันที่ 14 กันยายน 2569 แค่กล้า ๆ ตัดสินใจแบบมีความกล้าหาญทางจริยธรรม ตามเจตนารัฐธรรมนูญที่เขามีตำแหน่งนี้



