เว็บไซต์ไลฟ์ไซเอินซ์เปิดเผยในช่วงต้นสัปดาห์เกี่ยวกับผลการศึกษาฉบับใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร โกลบอล แชลเลนเจส ซึ่งระบุว่า ประเทศออสเตรเลียคือสถานที่ที่ปลอดภัยและมีศักยภาพในการรับมือและฟื้นตัวได้ดีที่สุดในโลก ในกรณีที่เกิดภัยพิบัติร้ายแรงถึงขั้นทำลายล้างเผ่าพันธุ์มนุษยชาติ
ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแฟร์นในเมืองฮาเกน ประเทศเยอรมนี นำโดย ฟลอเรียน อุลริช เยน ได้ทำการวิเคราะห์ความเสี่ยงระดับโลกที่จะส่งผลกระทบและทำให้ประชากรโลกเสียชีวิตมากกว่าร้อยละ 10 โดยแบ่งภัยคุกคามออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการปิดกั้นแสงอาทิตย์, เหตุการณ์ที่ทำลายโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกอย่างพายุสุริยะหรือการโจมตีทางไซเบอร์ และภัยคุกคามทางชีวภาพ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะชี้ชะตาการอยู่รอดของมนุษย์คือความล่มสลายของระบบอาหารและการค้าสากล
ผลการวิจัยชี้ว่า ประเทศที่จะมีความเป็นเลิศในการเอาตัวรอดได้ จะต้องเป็นประเทศที่ร่ำรวย มีฐานอุตสาหกรรมเข้มแข็งเพื่อผลิตสินค้าทดแทนการนำเข้า และไม่พึ่งพาการค้าโลกมากเกินไป รวมทั้งมีที่ตั้งอยู่บนเกาะขนาดใหญ่ที่สามารถแยกตัวเป็นเอกเทศได้
เกณฑ์เหล่านี้ส่งผลให้ออสเตรเลียคว้าอันดับหนึ่งในฐานะที่เป็นประเทศที่มีความปลอดภัยที่สุดระหว่างเกิดหายนะหรือภัยพิบัติระดับโลก เนื่องจากตั้งอยู่ในซีกโลกใต้ซึ่งห่างไกลจากจุดเสี่ยงสงครามนิวเคลียร์ มีภูเขาไฟน้อยกว่า ทั้งยังเป็นผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ มีเขตภูมิอากาศที่หลากหลาย และมีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มั่นคง
ส่วนประเทศที่อยู่ในอันดับรองลงมา ได้แก่ อาร์เจนตินา บราซิล และนิวซีแลนด์ โดยนิวซีแลนด์ได้อันดับต่ำกว่าออสเตรเลียเนื่องจากยังมีภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ มีฐานอุตสาหกรรมขนาดเล็ก และเสี่ยงต่อคลื่นสึนามิ ส่วนอาร์เจนตินาและบราซิลยังเผชิญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่นิ่งทางการเมือง
ในทางกลับกัน ประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา และชาติตะวันตกในซีกโลกเหนือ กลับมีความเสี่ยงสูงกว่า เนื่องจากปัจจัยเกี่ยวกับภัยสงครามนิวเคลียร์ พายุสุริยะ และปัญหาความแตกแยกทางสังคม
เยนและผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติเน้นย้ำว่า แม้เหตุการณ์ร้ายแรงระดับวันสิ้นโลกจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก แต่นานาประเทศจำเป็นต้องนำความเสี่ยงเหล่านี้ใส่ไว้ในแผนบริหารความเสี่ยงระดับชาติ และเตรียมความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน การประสานงานทางการค้า และระบบอาหารล่วงหน้า เพราะหากเกิดวิกฤตขึ้นจริง การหาข้อตกลงหรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างอาหารในภายหลังแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
ที่มา : livescience.com
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



