เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ที่รัฐสภา ในงานสัมมนาหัวข้อ “จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย” ที่จัดโดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ในช่วงบ่าย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ กล่าวถึงการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อการพิจารณาคดีโกงเลือกตั้งวุฒิสภา (สว.) ว่า เดิมวันที่ 14 ก.ย. จะมีการแถลงข่าว แต่ข่าวล่าสุดจะไม่มีการแถลงแล้ว ถ้าเป็นจริงเช่นนั้น กกตหค. จริงๆ กลัวการตอบห่วงใคร จึงต้องจับตาดูวันที่ 14 ก.ย.ว่า เราจะได้รู้ถึงผลลัพธ์ที่เราติดตามกันมาอย่างต่อเนื่องหรือไม่ เจตนารมย์ของคนที่คิดค้นองค์กรอิสระขึ้นมาก็คาดหวังว่าให้องค์กรเหล่านี้ ตรวจสอบฝ่ายการเมืองโดยเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง แต่วิวัฒนาการขององค์กรอิสระตลอด 20 ปีที่ผ่านมา และมีอาการหนักที่สุดในรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งเราเห็น 2 ปัญหาใหญ่ คือ 1.องค์กรอิสระไม่สามารถเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมืองได้จริง ซึ่งบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 2560 ให้สมาชิกวุฒิสภาเลือกผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ถ้าต้องการให้องค์กรอิสระพ้นจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง ก็ต้องทำให้การลงมติของวุฒิสภาเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง แต่พบว่าข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น สมัยก่อน สว. แม้จะมีข้อครหาว่าถูกแทรกแซงทางการเมือง แต่ยังยึดโยงกับประชาชน ถ้าประชาชนไม่พอใจก็สามารถเลือกคนอื่นมาทำหน้าที่แทนได้ แต่ตอนนี้ สว. ทั้งไม่เป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมืองและไม่ยึดโยงกับประชาชน แต่มาจากกระบวนการเลือกกันเอง จนประชาชนก็ไม่สามารถกำหนดได้ว่าใครจะมาเป็น สว. อีกทั้งยังเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนจนถูกข้อครหามาจนถึงปัจจุบันว่าถูกแทรกแซงโดยกลุ่มการเมือง

นายพริษฐ์ กล่าวว่า 2.องค์กรอิสระยังเป็นอิสระจากประชาชน ประชาชนทำอะไรไม่ได้หากไม่พึงพอใจต่อการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระนั้นๆ นอกจากนี้ กลไกที่รัฐสภาเคยมีในการถอดถอนองค์กรอิสระที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือกลไกที่ประชาชนเคยเข้าชื่อเพื่อริเริ่มกระบวนการถอดถอน ก็ถูกดึงออกจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ส่วนกลไกกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก็สุ่มเสี่ยงว่าจะเจอทางตัน ไม่ว่า 20 ปีก่อนเจตนารมณ์ในการก่อตั้งองค์กรอิสระเป็นอย่างไร แต่ต้องยอมรับว่าวันนี้องค์กรอิสระอยู่ในสภาวะที่มีวิกฤตความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง

นายพริษฐ์ ยังกล่าวถึงคดีโกง สว. หากมีอยู่จริง ก็ไม่ต่างอะไรกับความพยายามของกลุ่มการเมืองหนึ่งที่พยายามฉวยโอกาสจากช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญเพื่อยึดกลุ่มองค์กรอิสระ เปรียบสถาบันทางการเมืองของประเทศ เหมือนร่างกายมนุษย์ การโกง สว. คือไวรัสสีน้ำเงิน ถ้าไวรัสสีน้ำเงินมีอยู่จริงร่างกายเราติดเชื้อตั้งแต่การเลือก สว. แต่ปี 67 แล้ว เมื่อการตรวจสอบเรื่องนี้ล่าช้าไวรัสก็ค่อยๆ กระจายไปทั่วร่างกายมากขึ้น ซึ่ง สว. ชุดปัจจุบันรับรองผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ 2 คน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 4 คน คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) 5 คน และ กกต. 4 คน ดังนั้น ความเสียหายเดินหน้าไปแล้ว แต่วันที่ 14 ก.ย. ถือเป็นโอกาสที่เราจะได้ฉีดวัคซีน เพื่อหยุดการแพร่ของไวรัสสีน้ำเงิน แต่จะมีการฉีดหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับมติของ กกต. หาก กกต. ยกคำร้องทั้งหมด สุดท้ายไวรัสนี้ก็จะกลายพันธุ์แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตก็จะดื้อต่อวัคซีน นี่คือเดิมพันต่อคดีโกง สว. ที่กำลังพูดถึงอยู่ในขณะนี้ และหากคดีโกง สว. ทำได้โดยที่ไม่มีใครต้องรับผิด สิ่งที่เราจะได้กลับมาคือระบอบการเมืองที่สีหนึ่งทำอะไรก็ไม่ผิด หรือสีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด

“ก่อนหน้านี้มีคนพูดว่า มีคนอยู่เหนือดวงหรือไม่ แต่ถ้าคดีโกง สว. ทำสำเร็จ จะมีคนอยู่เหนือกฎหมายแน่นอน นี่คือความอันตรายของสิ่งที่เรากำลังต่อสู้อยู่ นอกจากนี้ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองกับองค์กรอิสระ ก็มีความสุ่มเสี่ยงที่จะกลายเป็นความสัมพันธ์เจ้านายกับลูกน้อง แทนที่องค์กรอิสระจะตรวจสอบฝ่ายการเมือง แต่จะกลายเป็นแขนขา เครื่องมือของฝ่ายการเมือง ที่ยึดกุมองค์กรอิสระและวุฒิสภาได้สำเร็จ หากเจ้านายทำอะไรผิดไปก็จะมีลูกน้องคอยไปวิ่งเต้นเคลียร์คดีให้ หากในอนาคตเรื่องแดงขึ้นมา แล้วจะมีถูกลงโทษจากการกระทำผิด ก็มีความเป็นไปได้ว่าคนที่จะถูกรับโทษก็ไม่ใช่เจ้านายที่เป็นผู้บัญชาการ แต่จะตัดตอนให้ลูกน้องอย่างองค์กรอิสระรับผิดแทน” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่จะเข้าข่ายความผิดที่จะต้องส่งศาลในคดีนี้ มาตราหลักคือมาตรา 62 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ที่ระบุว่าหากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม นอกจากนี้ยังมีความผิดฐานสัญญาว่าจะให้ และยังมีความผิดเกี่ยวกับการแนะนำตัว รวมถึงการแทรกแซงโดยนักการเมือง หากมีหลักฐานเข้าข่ายการกระทำความผิดดังกล่าว ต้องชัดขนาดไหน กกต. ถึงมีหน้าที่สั่งฟ้องที่ศาล

นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนขอวิเคราะห์ผลที่จะออกมาใน 14 ก.ย. นี้ว่า มี 3 ทาง คือ 1. สั่งฟ้องทั้ง 229 คน 2. ยกคำร้องทั้งหมด ไม่สั่งฟ้องใครเลย และ 3. สั่งฟ้องบางส่วน ไม่สั่งฟ้องบางส่วน แต่ตนมองว่าน่าจะออกได้แค่สองทางเท่านั้น คือ สั่งฟ้องทั้งหมดและไม่สั่งฟ้องใครเลย ถ้าวิเคราะห์ในเชิงตรรกะ กลุ่มผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกกล่าวหาในคดีโกง สว. เวลานี้เขาทำงานกันเป็นขบวนการ ดังนั้น ในเชิงตรรกะ สิ่งที่ กกต. ต้องคิดในเชิงหลักการ คือเชื่อในหลักฐานที่มีทั้งหมดหรือไม่ว่าขบวนการนี้มีอยู่จริง ถ้ากล้าบอกว่าไม่เชื่อก็ยกทั้งหมด แต่ถ้าบอกว่าเชื่อขบวนการนี้มีอยู่จริง ต้องสั่งฟ้องทั้งหมดหรือเกือบหมด ถ้าบอกว่าเชื่อว่าขบวนการนี้มีอยู่จริง แต่สั่งฟ้อง 10-30 คน จะอธิบายด้วยตรรกะอย่างไร เพราะหากขบวนการนี้มีอยู่จริง ไม่สามารถสำเร็จได้ จากคนแค่ 10-30 คน ฉะนั้นเมื่อเห็นหลักฐานต้องแยกเหตุการณ์อย่าเหมารวมกัน เส้นเงินแต่ละเส้นก็ต้องวิเคราะห์กันไป

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า เมื่อดูรูปแบบเส้นการเงินของแต่ละพื้นที่มีรูปแบบเดียวกัน คือไปจ้างคนมาลงสมัครเพื่อพยายามส่งตัวแทนให้เข้าไปในระดับประเทศให้ได้มากที่สุด และเมื่อคนของตัวเองผ่านเข้าไปในระดับประเทศไม่เยอะ ก็พยายามช้อนคนอื่นจากกระบวนการอื่นที่ผ่านเข้าไปในระดับประเทศได้ รูปแบบการนัดรวมตัวกันทำโพย อยู่ไม่ไกลจาก กทม. ปทุมธานี อยุธยา ซึ่งการทำโพยใบสั่งที่หน้าตาเหมือนกัน และตรงกับผลที่ออกมา เห็นการปฐมนิเทศที่โรงแรมพูลแมน และเห็นการลงมติของคนที่เป็น สว. ลงมติเหมือนกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องเหล่านี้จะกลายเป็นเรื่องบังเอิญขนาดนั้นหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วแต่ละเหตุการณ์ที่เหมือนกันเพราะเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเดียวกัน

นายพริษฐ์ กล่าวว่า หาก กกต. ทำงานแบบตรงไปตรงมา พิจารณาจากพยานหลักฐาน กกต. ควรสั่งฟ้องทั้งหมด แต่ถ้าเราเชื่อว่า กกต. ไม่ได้ทำงานอย่างตรงไปตรงมา แต่ต้องการตอบแทนบุญคุณ ที่เลือกเข้ามาเป็น กกต. ต้องการปกป้องเครือข่ายสีน้ำเงินเข้ม นักการเมืองสีน้ำเงินเข้ม ที่ใกล้ชิดศูนย์อำนาจ กกต. จะสั่งฟ้องบางคนได้หรือไม่ สั่งฟ้องเฉพาะสีน้ำเงินอ่อนที่สังเวยได้ อย่าลืมว่าศาลสามารถไต่สวนเข้าถึงหลักฐานได้ ถ้าศาลเข้าถึงหลักฐานขึ้นมา และพบว่ามีน้ำเงินเข้มบางคน หลักฐานชัดกว่าน้ำเงินอ่อนด้วยซ้ำ กกต. จะซวยแน่นอน ดังนั้น ข้อเรียกร้องที่มีถึง กกต. คือ ควรสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ตามข้อเสนอของคณะอนุไต่สวนชุดที่ 26 เพราะเห็นว่าหลักฐานในกระบวนการนี้ชัดเจน และหาก กกต. ต้องการพ้นข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และการขัดกันแห่งผลประโยชน์ กกต. ต้องสั่งฟ้องทั้ง 229 คน ซึ่งมี กกต. 4 คน มาจาก สว. ชุดนี้แต่ก็ไม่สามารถห้ามให้กกต.ทั้ง 4 คนนี้ ไม่เข้าประชุมก็ไม่ได้ แต่ กกต. ทั้ง 4 คนนี้ต้องไม่ใช้ดุลพินิจของตัวเองในลักษณะที่เป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นผู้มีพระคุณของ กกต. พร้อมยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ แน่นอนในทางการเมือง ถ้า กกต. ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาคนไหนที่มีหลักฐาน เตรียมคำตอบมาที่สภาได้เลยในการรายงานประจำปีต่อสภา

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่อยู่ในฐานะรัฐมนตรี เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองเตรียมตอบในเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจได้เลย ส่วนผู้ถูกกล่าวหาคนไหนที่ กกต. ยกคำร้อง ก็อย่าชะล่าใจ ถ้าหลักฐานชัดเรื่องไปถึงศาลฎีกาแน่ หาก กกต. ดำเนินการในลักษณะที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เราก็มีสิทธิ์ในการดำเนินคดีกับ กกต. ในฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้ ยืนยัน หาก กกต. ยกคำร้องแม้หลักฐานชัด เรื่องนี้ไม่จบแน่นอน ส่วนที่เวทีถูกกล่าวหามาตลอดว่า เป็นการกดดัน กกต. และเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องนั้น ตนก็ต้องขอถามกลับไปว่าผิดหรือ ที่เรียกร้องให้ กกต. ทำถูกกฎหมาย ไม่ได้เรียกร้องอะไรที่เกินเลยไปกว่าให้ กกต. ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ในฐานะองค์กรอิสระที่ควรเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมืองและทำตามกฎหมาย ใครก็ตามที่พยายามจะขัดขวางในการเรียกร้องนี้ กลุ่มคนนั้นต่างหากที่พยายามทำให้ตัวเองอยู่เหนือกฎหมาย.