เมื่อวันที่ 13 ก.ย. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรมว.มหาดไทย ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทยระบุว่า พรรคเพื่อไทยทำเรื่องเขากระโดงและคดีฮั้ว สว. แล้ว แต่ส้มไม่ร่วม จะเรียกร้องอีกทำไม ว่า อย่างน้อยตนก็ขอบคุณนายภูมิธรรม ที่พูดเรื่องนี้ออกมาตรงๆ เข้าใจว่านายภูมิธรรมคงต้องการจะตอบการให้สัมภาษณ์ของตน เพราะจากคำพูดของนายภูมิธรรมเอง แสดงว่าทั้งกรณีเขากระโดง และกรณีฮั้ว สว. เป็นเรื่องที่นายภูมิธรรม และพรรคเพื่อไทย ก็รับรู้อยู่แล้วว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงต่อบ้านเมือง ที่จำเป็นต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว จะปล่อยให้ล่าช้าไม่ได้
นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตามที่นายภูมิธรรมทักท้วงมา พรรคประชาชนก็ต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจเลือกนายกรัฐมนตรีในวันนั้น จะถูกหรือผิด ประชาชนย่อมมีสิทธิวิจารณ์ และตัดสินเราเต็มที่ ตนไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบนั้น แต่ความรับผิดชอบต่อการเลือกนายกรัฐมนตรี กับหน้าที่ในการตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องทุจริต และการบังคับใช้กฎหมายนั้น เป็นคนละเรื่องกัน การทุจริตต่อให้ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ยังเป็นเรื่องทุจริตไม่เปลี่ยนแปลง
นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า ถ้าพรรคประชาชนตัดสินใจผิด พรรคประชาชนก็ต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเอง ซึ่งทุกวันนี้พวกเราก็พยายามที่จะดำเนินการอย่างเต็มที่ แม้ว่าจะถูกวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงอย่างไร เราก็ไม่เคยย่อท้อ เพราะการทุจริต จะอย่างไรมันก็เป็นการทุจริต อำนาจใดๆ ก็ไม่สามารถฟอกขาว เปลี่ยนผิดให้เป็นถูกได้
นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน หากพรรคเพื่อไทยยังคงเห็นว่าทั้งเรื่องเขากระโดง และฮั้ว สว.นั้นเป็นเรื่องร้ายแรงต่อบ้านเมืองนี้สำคัญ เห็นว่าหากปล่อยให้เรื่องหายไปอาจสร้างความเสียหายต่อประเทศ ตามเหตุผลที่พรรคเพื่อไทยได้เคยอธิบายกับสังคมเอาไว้ พรรคเพื่อไทยก็ควรต้องดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อทั้งสองกรณีนี้
“ความผิดพลาดของพรรคประชาชน ไม่ควรกลายเป็นเหตุผลให้พรรคเพื่อไทย ละทิ้งหลักการที่ตัวเองเคยยืนยันว่าเป็นเรื่องร้ายแรงต่อบ้านเมือง” นายวิโรจน์ กล่าว
นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า สำหรับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ตนคิดว่าสังคมไม่ควรมีมาตรฐานว่า “ถ้าคุณเลือกผม ผมจะจัดการกับปัญหาคอร์รัปชันให้ แต่ถ้าคุณไม่เลือกผม ผมก็จะปล่อยให้การทุจริตคอร์รัปชันดำรงอยู่ต่อไป โดยที่ผมขอไม่ทำอะไรเลย” เหตุผลที่ว่า “ที่ผมต้องยอมไปรับใช้ผู้ที่กระทำทุจริตคอร์รัปชัน ก็เพราะคุณไม่ให้อำนาจกับผมเอง พอผมไม่มีอำนาจ ผมก็เลยต้องไปรับใช้ผู้ที่กระทำทุจริตคอร์รัปชัน” ก็ไม่ใช่เหตุผลที่สังคมจะยอมรับได้
นายวิโรจน์ ระบุอีกว่า ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันนั้น เป็นเรื่องที่ควรต้องถูกตรวจสอบและปราบปราม ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาล ไม่ว่าใครเป็นฝ่ายค้าน ไม่ว่าใครจะโหวตให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี ควรเป็นสำนึกในหน้าที่โดยไม่จำเป็นต้องมีใครเรียกร้องด้วยซ้ำ ไม่ใช่ว่าเมื่อเราอยู่ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา แล้วเราต้องสยบยอมต่อการทุจริตคอร์รัปชันของผู้บังคับบัญชา ทั้งๆ ที่เรารู้อย่างทะลุปรุโปร่งว่าขบวนการในการทุจริตคอร์รัปชันนั้นเป็นอย่างไร เราไม่จำเป็นต้องยอมไปเข้าพวก กับพวกที่เราก็รู้อยู่แก่ใจว่าคนพวกนี้กำลังกระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะสมการทางการเมืองอาจเปลี่ยนได้ แต่หลักการเรื่องการต่อต้านการทุจริตไม่ควรเปลี่ยนตามสมการทางการเมือง และตนยังเคารพนายภูมิธรรมเสมอ
“สำหรับพรรคประชาชน พวกเราจะขอรับผิดชอบต่อสิ่งที่พรรคประชาชนได้กระทำลงไปอย่างสุดความสามารถ เราย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ แต่เราแก้ไขที่อนาคตได้ครับ และทุกวันนี้ก็ยังคงน้อมรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เช่นเดิม ส่วนพรรคเพื่อไทยจะตัดสินใจอย่างไร ผมคงไม่ก้าวล่วง แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยเคยบอกกับประชาชนเองว่า สองเรื่องนี้ร้ายแรง และต้องจัดการให้จบ วันนี้พรรคเพื่อไทยก็คงต้องเป็นผู้ตอบประชาชนเองว่า หลักการนั้นยังเหมือนเดิมหรือไม่ เมื่อสถานะทางการเมืองของตัวเองเปลี่ยนไป สุดท้ายทุกพรรคต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเอง ทุกพรรคต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเอง และประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน” นายวิโรจน์ กล่าว.



