เมื่อวันที่ 14 ก.ย. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กเรื่องพยานกลับคำให้การ ที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. บอกว่า คือนายเอกราช ช่างเหลา อดีต สส.ขอนแก่น ว่า พยานคนนี้ ให้การครั้งที่ 1 (ต้นปี 2568) = ให้การที่ไม่เป็นคุณกับพรรคภูมิใจไทย ครั้งที่ 2 (ปลายปี 2568) = ให้การที่เป็นคุณกับพรรคภูมิใจไทย (เป็นการกลับคำให้การจากครั้งที่ 1)

ผมเชื่อว่าการปล่อยเอกสารเรื่องการกลับคำให้การ เป็นความพยายามเฮือกสุดท้ายของผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการโกง สว. ที่ต้องการหา “ข้ออ้าง” มารองรับ หาก กกต. ไม่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา (โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย) ไปที่ศาลในวันนี้ ผมเห็นว่า การกลับคำให้การของพยานบุคคล 1 คน ไม่ควรเป็นเหตุให้ กกต. ไม่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาไปที่ศาล ด้วยเหตุผล

1. คำให้การที่กลับไปกลับมาของพยาน 1 คน ไม่สามารถหักล้างหลักฐานอื่นทั้งหมดได้ และไม่สามารถทำให้ช้างทั้งตัวหายไปได้

2. เราต้องตรวจสอบให้ดี ว่าคำให้การครั้งไหนบ้าง ที่มีแนวโน้มจะถูกข่มขู่โดยคนในรัฐบาล ณ เวลาที่มีการให้การ

หากเราเชื่อเนื้อหาในคำให้การครั้งที่ 2 ว่าคำให้การครั้งที่ 1 เกิดจากการถูกข่มขู่โดยคนในรัฐบาล ณ เวลานั้น (ซึ่งเป็นช่วงที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาล) เราก็ควรตั้งคำถามและตรวจสอบด้วยเช่นกัน ว่าเป็นไปได้หรือไม่ ว่าคำให้การครั้งที่ 2 ก็อาจเกิดจากการถูกข่มขู่โดยคนในรัฐบาล ณ เวลานั้น (ซึ่งเป็นช่วงที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาล) – ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบรูปแบบการให้การ ก็เป็นที่น่าตั้งข้อสังเกตว่าการให้การครั้งที่ 1 (คาดว่า) เป็นการให้การด้วยตนเองและโดยละเอียด ในขณะที่การให้การครั้งที่ 2 เป็นเพียงการให้การเป็นหนังสือตามที่ปรากฏ

3. คำให้การครั้งที่ 2 ขาดความน่าเชื่อถือ เพราะมีสาระสำคัญที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน คำให้การครั้งที่ 2 มีการระบุว่า “ไม่มีการจัดทำโพยฮั้ว” และมีการ “จัดสร้างโพยฮั้วขึ้นมา (ย้อนหลัง) ..เพื่อให้สอดคล้องกับผลการเลือกตั้ง เพราะ.. ไม่มีการยึดโพยได้จากผู้สมัครรับเลือกตั้งรายใด” คำให้การนี้ ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงชัดเจน เพราะ

(1) คลิปจากกล้องวงจรปิดในการเลือก สว. ระดับประเทศ ปรากฏชัดเจน ว่า กกต. มีการตักเตือนและเดินเก็บโพยจากผู้สมัคร สว.

(2) แม้ในเชิงทฤษฎี โพยจะถูกสร้างขึ้นย้อนหลังได้ แต่สิ่งหนึ่งที่สร้างย้อนหลังไม่ได้แน่ๆ คือ ผลการลงคะแนน หากการลงคะแนนไม่มี “โพยใบสั่ง” ที่กำกับการลงคะแนนทั้ง 20 กลุ่ม สิ่งที่เราควรจะเห็น คือสถิติการลงคะแนนของแต่ละกลุ่ม ที่แตกต่างกันโดยธรรมชาติ (เช่น บางกลุ่มอาจมีผู้สมัครทั้ง 10 คนแรกที่ได้คะแนนสูสีกัน / บางกลุ่มอาจมีผู้สมัคร 2 คนแรก ที่คะแนนห่างจากคนอื่นมาก) – หากเป็นเช่นนั้น เส้น 20 เส้นก็จะมีความแตกต่างกันออกไป

แต่สิ่งที่เรากลับเห็นคือสถิติการลงคะแนนของแทบทุกกลุ่ม (19 จาก 20 กลุ่ม) ที่มีรูปแบบที่เหมือนกันเป๊ะๆ – นั่นคือ ผู้สมัคร สว. 6 ลำดับแรก จะคะแนนสูงมาก ก่อนจะตกลงมาชัดเจนสำหรับผู้สมัคร สว. ลำดับที่ 7 เป็นต้นไป ตรงนี้เป็นสถิติที่บ่งชี้ชัดเจนว่าการลงคะแนนนั้น ถูกกำกับโดยเครื่องมือที่กำหนดการลงคะแนนไว้สำหรับทุกกลุ่ม (เช่น โพยใบสั่ง ตามที่เห็น)

4. หากต้องการรู้อย่างแน่ชัดว่าคำให้การครั้งไหนเป็นจริงหรือมีมูล สิ่งที่ กกต. ทำได้ คือการสั่งฟ้องไปที่ศาล เพื่อให้ศาลได้ไต่สวนและพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัย